| รัฐบาลสั่งขยายประกันภัยพิบัติสู่ภาคเกษตร |
| ตลาดเงิน-ตลาดทุน |
"กิตติรัตน์"เดินหน้าขยายกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติสู่ภาคการเกษตร หลังมีคนใช้กรมธรรม์เพียง 1,669 ล้านบาท จากที่ตั้งไว้ 50,000 ล้านบาท ชี้เพราะมีความมั่นใจว่าจะไม่มีน้ำท่วมอีก
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติว่า ตั้งแต่ตั้งกองทุนฯ เมื่อเดือน มี.ค.55 จนถึงปัจจุบัน มีกรมธรรม์ 1,669 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนกรมธรรม์เพียง 12,638 ฉบับ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยง และบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และผู้ประกอบอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ "ภาย หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ปีที่แล้วถือว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จไม่ใช่ล้ม เหลว อย่างที่หลายคนคิด เพราะในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่สุดสำหรับประเทศไทย เนื่องจากบริษัทประกันภัยในประเทศที่เคยรับประกันภัยให้แก่ภาคธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรมหรือแม้กระทั่งบ้านที่อยู่อาศัยของประชาชน ต่างปฏิเสธรับประกันกรณีที่เป็นภัยธรรมชาติ" โดยบริษัทประกันภัยอ้างว่า ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักกับน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย บริษัทรับประกันภัยต่อในประเทศ หรือที่เรียกว่า รีอินชัวรันส์ ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวคือ บริษัทไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด และบริษัทที่รับประกันภัยต่อในต่างประเทศต่างๆ ก็ออกมาปฏิเสธการประกันภัยให้แก่ภาคเอกชนได้ หากรับประกันภัยต่อก็คิดเบี้ยประกันสูงอย่างน่าตกใจ 8-15% ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ คิดเบี้ยประกันภัยจากธรรมชาติไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำไป ขณะที่บริษัทประกันภัยบางแห่งถือเป็นของแถมนำไปประกอบกับการรับประกันภัย หลักชนิดอื่นๆ เช่น ไฟไหม้ เป็นต้น "รัฐบาลมีความจำเป็นต้องตั้งกองทุนฯ เพราะในขณะนั้นประเมินแล้วว่าไม่มีบริษัทไหนรับประกันภัยให้กับภาคเอกชน จึงตัดสินใจว่าต้องลงมือทำเองเพื่อการันตีอนาคตให้กับประ เทศไทย โดยใส่เม็ดเงินลงทุนลงไป 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับมูลค่าการรับประกันได้สูงถึง 12 เท่าของความเสียหายจากน้ำท่วม หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 600,000 ล้านบาท หากกรณีที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้นมาอีก" นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ความเสียหายของภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้น หนักหนาสาหัสจริงๆ รัฐบาลก็เข้าใจถึงความรู้สึกของบริษัทรับประกันภัยต่างประเทศที่จะไม่ รับประกันภัยใดๆ กับประเทศไทย แต่รัฐบาลก็มีเหตุผลที่จะดำเนินการ ไม่ใช่เพื่อดูแลคนไทยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่รัฐบาลมั่นใจว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก เพราะรัฐบาลกำลังจะลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งระยะสั้น กลางและระยะยาว เพื่อลดระดับความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติธรรมชาติซ้ำซาก ทั้งนี้ ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศความชัดเจนในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนฯ ก็ปรากฏว่า มีบริษัทประกันภัยในประเทศที่มีอยู่กว่า 50 บริษัท พึ่งพอใจกับการจัดตั้งกองทุนฯ ของรัฐบาล เพราะทำให้ธุรกิจประ กันภัยที่ติดขัดจากความเสี่ยงที่สูงขึ้น สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ ทำให้บริษัทประกันภัยเปิดรับประกันภัยธรรมชาติบวกกับประกันภัยหลักอื่นๆ ได้ในอัตราเบี้ยประกันที่ลดลง โดยภาคครัวเรือนจ่ายเบี้ยประกัน 0.5% ต่อปีวงเงินคุ้มครองไม่เกิน 100,000 บาท ธุรกิจเอสเอ็มอีจ่ายเบี้ยประกัน 1% ได้รับความคุ้มครองไม่เกิน 30% ของทุนเอาประกัน และภาคอุตสาหกรรมจ่ายเบี้ยประกัน 1.25% และได้รับความคุ้มครองไม่เกิน 30% ของทุนเอาประกัน "พอเริ่มดำเนินการปรากฏว่า แทบจะไม่มีบริษัทภัยรายใดส่งเรื่องการประกันภัยต่อมาที่กองทุนฯ เนื่องจาก ระบบธุรกิจประภัยเกิดความมั่นใจ เพราะรัฐบาลมีความมั่นใจสูงมากว่า หากดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันน้ำท่วมตามแผนที่วางไว้แล้ว น้ำจะไม่ท่วมอีก เอกชนก็มั่นใจตามไปด้วย อัตราเบี้ยประกันที่บริษัทรับประกันภัยคิดกับผู้ประกอบการก็ต่ำกว่าหรือเท่า กันกองทุนฯ ธุรกิจเอกชนและบริษัทประกันสามารถดำเนินงานไปได้ตามปกติ ซึ่งผมมองว่าประสบความสำเร็จ เพราะทำให้กลไกประกันภัยที่หยุดชะงักกลับมาเดินหน้าได้" ทั้งนี้ ขณะนี้มีบริษัทประกันภัยได้รับความเสียหายจนกระทั่งทุนหมด และต้องมีการเพิ่มทุน หลายๆ บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยอาจต้องดึงผู้ลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการส่งเสริมและกำกับการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีหน้าที่พิจารณาความเหมาะสมและจำเป็นในการผ่อนผัน โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ "ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หากการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยไม่พร้อม แต่ผู้ถือหุ้นฝ่ายต่างประเทศมีความพร้อม สัดส่วนของผู้ถือหุ้นต่างประเทศจะต้องสูงขึ้น กระทรวงการคลังก็ยินดีเห็นความจำเป็นร่วมกับ คปภ.ที่จะผ่อนปรนให้่" นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า กรณีที่โรงงานอุตสาหกรรมแจ้งความเสียหายเพื่อเรียกค่าสินไหนเกินความจริง นั้น ต้องบอกว่าไม่ใช่หน้าที่รัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการคือการให้ความคุ้มครอง เพราะเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันที่จะต้องพิจารณาว่า จะยอมจ่ายจากที่ผู้ประกอบการเรียกร้องหรือไม่ กรณีนี้ คปภ.ต้องเข้าไปตรวจสอบ หากพบว่า ยอดความเสียหายที่ผู้ประ กอบการแจ้งเอาไว้ ไม่เกินความจริง ก็เท่ากับว่า บริษัทประกันภัยไม่สุจริต กระทรวงการคลังก็จะช่วยติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ในเมื่อความต้องการใช้เงินของกองทุนฯ มีน้อยมาก เพราะทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติ ขณะที่กองทุนฯ ก็มีเงินทุนสูงถึง 50,000 ล้านบาท ผมจึงสั่งให้เข้าไปดูแลภาคเกษตรกรด้วย โดยให้เดินหน้าด้วยการขยายโครงการประกันภัยพืชผล จากเดิมที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการอยู่ในวงจำกัด ก็สั่งให้ดำเนินโครงการดังกล่าวทั่วประเทศ โดยเริ่มรับประกันตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้เป็นต้นไป อัตราเบี้ยประกันที่เกษตรกรจ่ายคือ 60 บาทต่อไร่ ขณะที่รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้เท่าๆ กัน โดยจะให้ความคุ้มครองจากเดิมแค่ 6 ภัยคือ ภัยน้ำท่วม ภัยฝนทิ้งช่วง ภัยลมพายุหรือไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาว หรือน้ำค้างแข็ง ภัยลูกเห็บและไฟไหม้ โดยรัฐบาลจะเพิ่มอีก 1 ภัย คือ โรคระบาดและศัตรูพืช เพื่อดึงดูดให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการนี้มากขึ้น และคาดว่าปีนี้จะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประกันภัยพืชผลมากขึ้นอย่างแน่นอน. |