หน้าแรก ข่าวธุรกิจ-การค้า
ข่าวธุรกิจ-การค้า



hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
ครม.อนุมัติ 100 ล้านบาทฟื้นชีพกิจการอีลิท การ์ด
ธุรกิจ-การค้า
Elite_Cardให้สำนักงาน ททท.ทั่วโลกช่วยขายบัตรทั้งสิ้น 10,000 ราย ตั้งเป้าปีแรก 1,300 ราย มีค่าตอบแทนให้ 5% โดยบัตรมีอายุ 20 ปี ใบละ 2 ล้านบาท พร้อมค่าธรรมเนียมทุกปีๆละ 20,000 บาท จ่อนำคนใกล้ชิดนายกฯยิ่งลักษณ์ นั่งบริหารเอง

นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 เม.ย.2554 เรื่องการจำหน่ายกิจการโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ(ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด หรือบัตรอีลิท การ์ด) โดยเห็นชอบให้ดำเนินโครงการต่อไป และอนุมัติงบประมาณให้ 100 ล้านบาท จากบัญชีค่าใช้จ่ายค่าทุนจดทะเบียนของบริษัทที่ยังเหลืออยู่ 500 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายในช่วงเวลาเริ่มขายบัตรสมาชิกใหม่ ซึ่งบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด หรือทีพีซี ต้องเร่งดำเนินการรวมทั้งสรรหาบุคลากร ผู้จัดการใหญ่ ทีมงาน และจัดระบบงานต่างๆ โดยใช้ระยะเวลา ประมาณ 3 เดือน และหลังจากเริ่มหาสมาชิกใหม่แล้วจะมีเงินสดรับจากการขายบัตรเพื่อใช้นำมาบริหารจัดการโครงการต่อไป

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ในฐานะผู้ถือหุ้นทีพีซี 100% และนายสุรพงษ์ เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ททท.ในฐานะประธานบอร์ดทีพีซี ได้จัดทำแผนธุรกิจใหม่ของการดำเนินกิจการบัตรอีลิท การ์ด เสนอ ครม.ว่ามีเป้าหมายจะหาสมาชิกเพิ่มอีก 10,000 ราย ระหว่างปี 2556-2565 เพิ่มเติมจากฐานสมาชิกเดิมที่มีอยู่ 2,562 ราย โดยบัตรสมาชิกที่ขายใหม่กำหนดราคาบัตรละ 2 ล้านบาทและต้องมีค่าธรรมเนียมอีกปีละ 20,000 บาท โดยสมาชิกมีอายุ 20 ปี ซึ่งปีแรกหรือปี 2556 กำหนดขาย 1,300 ราย ปีที่ 2 ที่ 1,200 ราย ปีที่ 3 ที่ 1,100 ราย ปีที่ 4-7 ที่ 1,000 ราย ปีที่ 8 ที่ 900 ราย ปีที่ 9 ที่ 800 ราย และปีที่ 10ที่ 700 ราย โดยได้ประมาณการทางการเงินในปี 2556 หลังจากขายบัตรสมาชิกจะมีเงินสดคงเหลือ 2,016 ล้านบาท แต่ยังขาดทุนอยู่ 117 ล้านบาท เนื่องจากมีเงินขาดทุนสะสมเดิมอยู่ 1,284 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2557 จะเริ่มมีกำไร 242 ล้านบาท ขณะที่ล้างขาดทุนสะสมได้ในปี 2560 และในปี 2585 ที่บัตรครบอายุ 20 ปี จะมีเงินสดคงเหลือ 2,280 ล้านบาท มีกำไร 1,095 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในแผนฟื้นฟูกิจการอีลิท การ์ด ยังไม่ได้ระบุว่าจะมีการจัดตั้งเอเย่นต์หรือตัวแทนขายบัตรขึ้นมา ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่จะขายบัตรเพิ่มเติมให้ได้ตามเป้าจึงตกอยู่กับพนักงาน ททท.ที่อยู่ตามสำนักงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยจากแผนการหาสมาชิกเพิ่มในปี 2556 ที่ 1,300 ราย ระบุเป้าหมายการหาสมาชิกตามจุดที่ตั้งของสำนักงาน ททท. ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก 481 ราย จากญี่ปุ่น 97 ราย จีน 236 ราย ขณะที่จะมาจากภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง 436 ราย ได้แก่ รัสเซียและกลุ่มซีไอเอส 160 ราย สหราชอาณาจักรและอาฟริกาใต้ 49 ราย สแกนดินีเวีย 49 ราย เยอรมัน 49 ราย ฝรั่งเศส 40 ราย อิตาลี 49 ราย ตะวันออกกลาง 436 ราย ด้านภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิคใต้ 303 ราย ได้แก่ อินเดีย 100 ราย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศละ 41 ราย และโฮจิมินห์ ออสเตรเลีย ประเทศละ 40 ราย ส่วนภูมิภาคอเมริกา มีเป้า 80 ราย โดยกำหนดค่าตอบแทนในการหาบัตรสำหรับส่วนราชการ 5% เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้เคยให้เอเย่นต์ 10-15%

ทั้งนี้ เป็นที่สังเกตว่าบัตรที่จะขายใหม่ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการให้วีซ่า 5 ปี ซึ่งจากเดิมให้พำนักในไทยได้ครั้งละ 3 เดือน เปลี่ยนเป็นให้พำนักได้ 12 เดือน โดยเดินทางเข้าออกไม่จำกัดจำนวนครั้ง และให้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงของไทยได้ 2 ครั้งต่อปี ได้รับบริการช่วยเหลือจากสำนักงาน ททท.ทั่วโลก นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการเจรจาผู้เกี่ยวข้องในการให้ส่วนลดต่างๆ ทั้งสายการบิน ร้านค้าปลดภาษี ค่ารักษาพยาบาล ค่าที่ปรึกษากฎหมาย เป็นต้น ส่วนการสรรหาผู้จัดการใหญ่ กำหนดเงินเดือนที่ 300,000 บาท ซึ่งมีรายงานข่าวว่า นางอรุณพร ลิ่มสกุล อดีตผู้บริหารของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือเอไอเอส ซึ่งปัจจุบันช่วยงานนายกรัฐมนตรีอยู่ จะเข้าไปเป็นบอร์ดของบริษัททีพีซี พร้อมกับรักษาการในตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ในช่วงแรกด้วย

 
อาหารจานด่วนขยับขึ้นจานละ 5-15 บาท
ธุรกิจ-การค้า
Rice_curry"พาณิชย์" ปล่อยขายแพงเกินราคาแนะนำทุกเมนู ข้าวแกงเริ่ม 40 บาท จานด่วน 40-45 บาท ราดหน้าผัดซีอิ๋ว ข้าวขาหมู 45-50 บาท แม่ค้าแจงเหตุ ขึ้นราคาตามค่าครองชีพ แม้ต้นทุนวัตถุดิบถูกลงกว่าปีก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า จากการสำรวจราคาอาหารปรุงสำเร็จตามศูนย์อาหาร (ฟูดคอร์ท) ในห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า ส่วนใหญ่ปรับราคาขึ้นจานละ 5-15 บาท เช่น ข้าวราดแกง 1 อย่าง ในฟูดคอร์ท เริ่มต้นจานละ 40 บาท กับข้าว 2 อย่างเริ่มต้นจานละ 50 บาท ราดหน้าเริ่มต้นจานละ 45-50 บาท ก๋วยเตี๋ยวชามละ 40-45 บาท ข้าวราดกระเพราจานละ 40 บาท ขณะที่ร้านอาหารตามสั่งทั่วไปเริ่มต้นจานละ 35 บาท ก๋วยเตี๋ยวจานละ 35-40 บาท ข้าวเปล่าถุงละ 7-10 บาท ไข่ดาวฟองละ 10 บาท

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามร้านค้าได้แจ้งว่า ได้ปรับราคาขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งสังเกตเห็นว่ามีการนำสติ๊กเกอร์ป้ายราคาใหม่มาแปะทับป้ายราคาเดิม โดยสาเหตุที่ปรับราคาเพราะค่าครองชีพทั่วไปแพงขึ้นจึงต้องปรับราคาอาหารขึ้นให้สอดคล้องกัน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเดินทาง น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก รวมถึงค่าเช่าสถานที่ขายอาหาร แต่ไม่ได้มาจากปัจจัยต้นทุนวัตถุดิบ และเครื่องประกอบอาหารแพงขึ้น เพราะราคาเนื้อหมู ไข่ไก่ เนื้อไก่ ยังทรงตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้ประชาชนที่จำเป็นต้องบริโภคอาหารนอกบ้านได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการขึ้นราคาอาหารปรุงสำเร็จครั้งนี้ และต้องการให้รัฐบาลดูแลอย่างเร่งด่วน

สำหรับราคาอาหารสำเร็จรูปที่ขายในปัจจุบัน ถือเป็นราคาขายที่สูงเกินกว่าประกาศราคาแนะนำที่กรมการค้าภายในประกาศไว้ เมื่อวันที่ 20 ก.พ.55 เมื่อครั้งนางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน เป็นอธิบดี ซึ่งเคยระบุว่า ร้านอาหารธงฟ้า ร้านอาหารทั่วไป ร้านอาหารในศูนย์อาหารของสำนักงาน ตลอดจนศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่จะต้องขายตามราคาแนะนำที่กำหนด ได้แก่ ข้าวไข่เจียวไม่เกินจานละ 20 บาท ข้าวราดแกงกับข้าว 1 อย่าง 25-30 บาท และกับข้าว 2 อย่าง 30-35 บาท ก๋วยเตี๋ยวหมู ไก่ หรือลูกชิ้นปลาไม่เกินจานละ 30-35 บาท อาหารตามสั่ง ได้แก่ ข้าวผักกระเพรา ราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ไม่เกินจานละ 30-35 บาท ข้าวขาหมู ขนมจีนน้ำยา ไม่เกินจานละ 25-35 บาท และไข่ดาวไม่เกินฟองละ 5-6 บาท

นอกจากนี้ ยังระบุว่า หากร้านใดจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จในราคาที่สูงกว่าที่กำหนดไว้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นทุนอาหาร วัตถุดิบสูงกว่าราคามาตรฐาน อาจเข้าข่ายการกระทำผิดฐานทำให้ราคาสินค้าปั่นป่วน มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ และหากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนได้ที่ โทร.สายด่วน 1569

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจราคาเนื้อสัตว์ และผักสดตามตลาดสดพบว่า ราคาเฉลี่ยในช่วงเดือนพ.ย.55 ต่ำกว่าราคาเมื่อปีที่แล้ว ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมกว่า 20-30% โดยราคาเนื้อหมูปัจจุบันเฉลี่ย กก.ละ 105 บาท ต่ำกว่าเดือนพ.ย.ปีก่อนที่เฉลี่ย กก.ละ 118 บาท ไข่ไก่เฉลี่ยฟองละ 2.52 บาท ถูกกว่าปีก่อนที่เฉลี่ยฟองละ 3.84 บาท เนื้อไก่ กก.ละ 61 บาท ถูกกว่าปีก่อน กก.ละ 65.50 บาท ขณะที่ราคาผักสดแม้จะปรับแพงขึ้นบ้างในช่วงเทศกาลกินเจ แต่ขณะนี้ราคาผักสดก็ลดลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยผักคะน้าปัจจุบันเฉลี่ย กก.ละ 30 บาท ถูกกว่าปีก่อน กก.ละ 32-35 บาท ผักบุ้งจีน กก. 16 บาท ถูกกว่าปีก่อนที่กก.ละ 36 บาท ผักกวางตุ้งกก.ละ 12-15 บาท ถูกกว่าปีก่อนที่กก.ละ 18 บาท ผักกาดขาว กก.ละ 18-20 บาท ถูกกว่าปีก่อน กก. 21 บาท และกะหล่ำปลี กก.ละ 10-12 บาท ถูกกว่าปีก่อนที่ กก.ละ21 บาท

 
นิวัฒน์ธำรงยันรัฐบาลไม่มีข้อตกลงลับกับจีน
ธุรกิจ-การค้า
NiwatThamrong_Boonsongpaisanยันเอ็มโอยูขายข้าวจีนที่เข้า ครมงเมื่อสัปดาหืก่อน ไม่ได้แลกกับให้จีนได้โครงการลงทุนขนาดใมหญ่ทั้ฃระบบน้ำและรถไฟความเร็วสูงในไทย

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันนโยบายของรัฐบาลว่าไม่มีเงื่อนไขข้อแลกเปลี่ยนในการให้จีนเข้ามา ลงทุนในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในไทยทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูง และโครงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแลกกับการทำร่างบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2556 –2558 โดยกำหนดปริมาณข้าวที่ไทยจะขายให้กับรัฐบาลจีนปีละไม่เกิน5 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันที่มีการขายให้รัฐบาลจีนเพียงปีละประมาณ 300,000 ตัน ตามที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

"ในการ ประชุม ครม.มีการพิจารณาเรื่องนี้แต่ไม่มีเงื่อนไขข้อแลกเปลี่ยนในการให้จีนเข้ามาลงทุน ยืนยันว่าไม่มีเรื่องการแลกเปลี่ยนสัญญาการขายข้าวจีทูจีกับจีนกับโครงการอะไรทั้งสิ้น และก็ไม่ควรจะมีด้วย และการที่จีนทำเอ็มโอยูกับไทยก็เนื่องจากมีความต้องการข้าวและขณะนี้ ปริมาณข้าวในตลาดโลกก็ไม่ได้มีมากอย่างที่บางฝ่ายให้ข้อมูลเนื่องจากในหลาย ประเทศประสบปัญหาเรื่องภัยแล้ง ประเทศจีนมีโครงการที่จะใช้ข้าวจำนวนมากในปีหน้าส่วน หนึ่งคงเป็นการบริโภคในประเทศ แต่ส่วนหนึ่งจีนก็อาจมีโครงการที่แจกจ่ายข้าวไปยังประเทศอื่นๆในโครงการ เพื่อมนุษยธรรมด้วยซึ่งเป็นเรื่องภายในของจีน"

ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้คาดการณ์ว่าในปี 2556 จะมีการขายข้าวแบบจีทูจีได้ทั้งสิ้น 110,148 ล้านบาท แบ่งเป็นการขายข้าวแบบจีทูจีในไตรมาส 1 /2556 มูลค่า 29,370 ล้านบาท ไตรมาส 2/2556 มูลค่า 20,088 ล้านบาท ไตรมาส 3/2556 มูลค่า 29,340 ล้านบาท และไตรมาส 4/2556 มูลค่า 31,350 ล้านบาท ขณะที่การระบายข้าวในประเทศจะได้เงินทั้งหมด 62,210 ล้านบาท

 
แก้กฎหมายขยายอำนาจ อคส.ดำเนินธุรกิจ
ธุรกิจ-การค้า
PWO"พาณิชย์"ขอแก้ พ.ร.ฏ.จัดตั้ง อ.ค.ส.ให้สามารถดำเนินธุรกิจเช่าซื้อ จัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ถือหุ้นหรือเข้าเป็นหุ้นส่วน ร่วมลงทุนหรือเข้าร่วมกิจการ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลื่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)จากปกติที่มีทุกวันอังคารมาเป็นวันจันทร์ที่ 12 พ.ย. ก่อนที่จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 15.15 น. เพื่อไปเยือนประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 12-15 พ.ย.นี้ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาร่างพ.ร.ฏ.การจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. ....

โดยมีสาระสำคัญให้ปรับปรุงวัตถุประสงค์ให้ อคส. สามารถดำเนินธุรกิจอื่นที่เป็นประโยชน์แก่กิจการของ อคส. ได้ พร้อมเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ให้สามารถดำเนินธุรกิจเช่าซื้อ จัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ถือหุ้นหรือเข้าเป็นหุ้นส่วน ร่วมลงทุนหรือเข้าร่วมกิจการกับนิติบุคคลอื่นตลอดจนกระทำการอื่นใดที่จำเป็น หรือต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ อคส.พร้อมกันนี้ได้เพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการ อคส. เพื่อแก้ปัญหาองค์ประกอบของคณะกรรมการไม่ครบ เป็นเหตุให้ อคส. ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ และให้ผู้อำนวยการ อคส. มาจากการจ้าง โดยคณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจจ้างและเลิกจ้าง รวมทั้งกำหนดอัตราเงินเดือนด้วยความเห็นชอบของครม.

ขณะที่กระทรวงการคลัง ได้เสนอ ร่างพ.ร.ฏ.อีกฉบับ ซึ่งเป็นมาตรการภาษีเพื่อการส่งเสริมกองเรือพาณิชย์ไทย มีสาระสำคัญ กำหนดให้ลดอัตราภาษีเงินได้ที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตรา 1 % สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าเช่าเรือเดินทะเลที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยกำหนดเฉพาะค่าเช่าที่มีการจ่ายตั้งแต่วันที่พ.ร.ฏ.ฉบับนี้มีผลใช้บังคับถึงวัน ที่ 31 ธ.ค.2556

 
คลังรื้อใหญ่แอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ
ธุรกิจ-การค้า
Kittirath_na_ranong_5"กิตติรัตน์" ไล่บี้ บลจ.ไม่กระตุ้นประชาชนให้ออมเงินผ่านแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ สั่งดัดหลังให้นับสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีอยู่กับหักค่าลดหย่อยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 23 รายการ กำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 700,000 บาท

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะทบทวนสิทธิ์ประโยชน์กอง ทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและแรงจูงใจให้ แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ให้นำสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่มีอยู่ในมือนำไปกระตุ้นประชาชนเพื่อให้ออมเงินมากขึ้น จากปัจจุบันที่ผู้บริหารของ บลจ.มองว่า แอลทีเอฟ และอาร์เอ็มเอฟ เป็นของตาย ไม่จำเป็นต้องโปรโมทอะไรประชาชนก็ต้องซื้อแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ เพื่อรับสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีจากกรมสรรพากรอยู่แล้ว

รมว.คลังคนปัจจุบัน เคยเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และเคยทำงานอยู่ในวงการกองทุนรวมฯ มาก่อน จึงรู้ดีว่า สิทธิ์ประโยชน์ของแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟที่รัฐมอบให้มีเป้าหมายคือ การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ บลจ.และชักจูงให้คนออมเงินกันมากขึ้น ไม่ใช่มอบเพื่อให้กอบทุนรวมคิดว่า เป็นของตาย หรือเป็นสิทธิ์ของ บลจ. ดังนั้น การที่จะต่ออายุสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่อง่ายที่ผมจะอนุมัติ หากยังทำกันเหมือนอย่างในปัจจุบัน"

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรมีมาตรการภาษีเพื่อหักค่าลดหย่อนมาถึง 23 รายการ ตั้งแต่ค่าดอกเบี้ยบ้านประกันชีวิต คนพิการ บุพาการีไปจนถึงแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ ซึ่งขณะนี้ มองรับว่า ธุรกิจประกันชีวิตได้ใช้สิทธิ์เพื่อชักจูงให้คนซื้อประกันสามารถหักค่าลดหย่อนได้ 100,000 บาทต่อปีอย่างเข้มแข็งและเอาจริงเอาใจ แต่ก็มีคนโต้แย้งว่า ธุรกิจประกันตื่นตัวมากกว่า เพราะได้ผลตอบแทนจากการขาย แต่ก็ไม่จริงทั้งหมด เพราะการออมเงินเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้ออมไม่ว่า จะเป็นการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

สำหรับการกระตุ้นเพื่อให้ บลจ.แข็งแกร่งมากขึ้นนั้น มีหลักการคือ การรวมกลุ่มรายการหักลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันหรือประเภทเดียวเช่นกองทุนรวม ประกัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือบางกลุ่มที่ยังให้สิทธิประโยชน์เท่าเดิมแต่ต้องการเพิ่มมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้ออมเงินสามารถเลือกใช้ตามรายการหักค่าลดหย่อนที่ต้องการได้ แต่เมื่อรวมจำนวนเงินแล้วที่ใช้ในการหักลดหย่อนเป็นก้อนเดียวแล้ว จะกำหนดกรอบวงเงินเพดานสูงสุดไม่เกิน 700,000 บาทต่อปีต่อราย เป็นต้น

ประเด็นที่น่าสนใจ หากเรามองไปที่เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวจากรัฐ จนเกิดการแข่งขันที่ดี ตื่นเต้นและตื่นตัว กลุ่มที่ขยันขันแข่งอยู่แล้ว ก็ควรจะได้เปรียบบ้าง เช่น ผู้ออมเงินจะลงทุนผ่านประกัน เพื่อมาใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเป็น 200,000-300,000 บาท ไม่ต้องจำกัดไว้ที่ 100,000 บาท เป็นต้น แต่ขณะนี้ เป็นพียงนโยบายเท่านั้นยังไม่ได้ฟันธงเพียงแต่มีหลักการ ซึ่งในช่วงนี้ ยังมีเวลารับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่ายให้รอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปัจจุบันประชาชนสามารถซื้อแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ ได้ฝั่งละ 500,000 บาท หรือไม่เกิน 15% ของรายได้ สามารถนำสิทธิ์ดังกล่าวไปหักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมได้ โดยมาตรการถูกตราเป็นกฎหมายของกรม สรรพากรทำให้มาตรการไม่มีหมดอายุ แต่มีข้อตกลงพิเศษโดยให้ถือเป็น "นาทีทอง" เพื่อกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์มาในช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำสมัยที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น รมว.คลัง โดยสิทธิประโยชน์จะหมดลงในปี 2559 หลังจากจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับแอลทีเอฟที่ซื้อในปี2559 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของมาตราการจะไถ่ถอนได้ในปี2563 ส่วนอาร์เอ็มเอฟ จะไถ่ถอนได้เมื่อมีอายุ 55 ปี หรือเกษียณ ส่วนอัตราการเติบโตของ บลจ.ในช่วงที่ผ่านมา เป็นแบบก้าวกระโดด โดยปีนี้ แอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟคาดว่ามีมูลค่ารวมกันกว่า 250,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 31% มีประชาชนซื้อหน่วยลงทุนดังกล่าว 300,000 ราย

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย