หน้าแรก ข่าวธุรกิจ-การค้า
ข่าวธุรกิจ-การค้า



hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
พาณิชย์ลั่นขายข้าวหอมราคาดีไม่มีตก
ธุรกิจ-การค้า
Watchalee_vimuktayon_3เชิญผู้ส่งออกยื่นข้อเสนอการันตีโปร่งใส สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเสนอให้ใช้วิธีพิเศษ ด้วยการให้ผู้ส่งออกกับโรงสีจับคู่ซื้อขายข้าวกันเองว่า ยืนยันว่าราคาที่กระทรวงฯจะอนุมัติขายไม่ต่ำกว่าราคาตลาด

นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการระบายสต๊อกข้าวหอมมะลิ ที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 55/56 ตามที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเสนอให้ใช้วิธีพิเศษ ด้วยการให้ผู้ส่งออกกับโรงสีจับคู่ซื้อขายข้าวกันเองว่า ยืนยันว่าราคาที่กระทรวงฯจะอนุมัติขายไม่ต่ำกว่าราคาตลาด สำหรับข้าวที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน และวิธีการดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการมุบมิบขายให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นประโยชน์ต่อภาครัฐ เพราะประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายเช่าโกดังกลาง เพราะโรงสีที่เข้าร่วมโครงการไม่ต้องสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารแล้วขนข้าวไปเก็บไว้ในโกดังกลาง แต่เมื่อสีแปรสภาพแล้วขายให้ผู้ส่งออกโดยตรง

ด้านนายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะโฆษกข้าวกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้เปิดโอกาสให้สมาคมผู้ส่งออกข้าวและผู้ส่งออกข้าวที่มีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศทุกราย สามารถเข้าร่วมเสนอราคาซื้อได้ โดยอาจผ่านในนามของสมาคมฯ หรือในนามผู้ส่งออกแต่ละราย ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการระบายข้าวที่เปิดกว้างและโปร่งใส มีขั้นตอนที่ชัดเจน และเป็นแนวทางที่ได้ดำเนินการมาเพื่อให้มีการแข่งขันของผู้เสนอราคาซื้อเพื่อให้ได้ราคาจำหน่ายสูงสุด เชื่อว่าการระบายข้าวหอมมะลิให้กับผู้ส่งออก จะช่วยกระตุ้นปริมาณการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี และช่วยให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด 7.5 ล้านตันได้อย่างแน่นอน

 
ปานปรีย์แนะเกาะติดเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ธุรกิจ-การค้า
Panpree_Pahithanukornแนะติดตามนโยบายสหรัฐฯหลังเลือกตั้งทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ ต่างประเทศและความมั่นคง ชี้ไทยต้องรู้เท่าทัน หาก"รอมนีย"์ขึ้นเป็นประธานาธิบดี อาจเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า คนทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามนโยบายหาเสียง ระหว่างประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต และนายมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครของพรรครีพับลิกัน อย่างใกล้ชิด การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งแนวนโยบายของสหรัฐฯหลังการเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมีนโยบายหลักที่สำคัญคือ 1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ ว่าที่ผู้สมัครทั้ง 2 คน ต่างแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวอเมริกันว่าจะสามารถทำให้เศรษฐกิจกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิมได้ เพราะทุกวันนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องได้รับการแก้ไข เห็นได้จาก ตัวเลขหนี้สาธารณะที่ติดลบถึง 16,200 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ประมาณ 102% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี อัตราการว่างงานชาวอเมริกันยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งปัญหาการขาดดุลแฝด (twin deficits) ที่มีการขาดดุลงบประมาณกว่า 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯและการขาดดุลการค้าที่สูงมาก ดังนั้น การนำเสนอทางออกให้แก่ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจึงมีความสำคัญต่อทุกคนในประเทศที่เฝ้ารอฟัง

ประเด็นที่พูดกันมากของผู้สมัครคือ การเพิ่มและลดการจัดเก็บภาษีของคนมีรายได้มาก รายได้ปานกลางและรายได้น้อย รวมทั้งภาษีนิติบุคคล และแผนการปรับลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ รวมไปถึงนโยบายด้านพลังงาน ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการควบคุม แต่อีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนนำพลังงานมาใช้เพิ่มขึ้น เพื่อให้ราคาพลังงานต่ำลง แต่มีข้อสังเกตว่า ผู้สมัครทั้งสองไม่ได้พูดถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าจะมีทิศทางอย่างไรหรือแสดงความชัดเจนในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หรือแม้แต่ปัญหาของยูโรโซนก็ไม่ได้พูดถึงโดยตรง

"หากสหรัฐฯสามารถกอบกู้เศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นได้ จะมีส่วนช่วยให้ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯมากขึ้น แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอยลงไปอีก ไทยอาจประสบกับปัญหาการส่งออกไปสหรัฐฯรุนแรงขึ้น รวมทั้งอาจต้องประสบกับมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ซ้ำเติมสถานการณ์การส่งออกของไทยในภาพรวมที่หดตัวอยู่แล้ว"

2. นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะสหรัฐฯมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก มีความสามารถสูงในการซื้อและลงทุนรวมทั้งกำหนดทิศทางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯกำลังประสบกับปัญหาการส่งออก และคนอเมริกันว่างงาน ดังนั้น ทางออกไม่ว่าของคนใดก็ตาม จะผลักดันความตกลงการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคี จะเห็นได้ว่า การรวบรวมพันธมิตรทางการค้าเพื่อจัดทำความตกลงและหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่เริ่มต้นด้วยการเจรจาใน 9 ประเทศแรก ซึ่งในนั้นมีมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม หาก TPP สามารถเจรจาสำเร็จ จะถือได้ว่าเป็นเขตการค้าเสรี( FTA) ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในกรณีนี้ประเทศไทยควรเร่งศึกษาและเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าว่าจะเข้าร่วมหรือไม่และมีผลกระทบต่อไทยในด้านการค้าและความมั่นคงในอนาคตอย่างไร ปัญหาใหญ่ด้านการค้าของสหรัฐฯ คือการเสียดุลการค้ากับจีนสูงมาก ตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาของประธานาธิบดีโอบามา ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะดูเหมือนจะเลือกทางเดินที่ประนีประนอมกับจีน ส่วนนายรอมนีย์ มีแนวทางที่แข็งกร้าวมากกว่า โดยระหว่างการหาเสียง ได้กล่าวโจมตีจีนว่าไม่ทำการค้าขายตามกติกาสากล โดยปั่นอัตราแลกเปลี่ยนกดค่าเงินหยวนให้ต่ำลง ทำให้บริษัทอเมริกันที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ต้องปิดกิจการไป ปล่อยให้มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ซึ่งหากนายรอมนีย์ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และยังคงมีทัศนคติต่อจีนเช่นนี้ อาจเป็นเหตุให้เกิดสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐฯ-จีนได้ 3. นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง ที่ผ่านมาในช่วงของประธานาธิบดีบุช ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเอเชียมากนัก แต่มุ่งไปที่ตะวันออกกลางมากกว่า หลังจากนายโอบามา ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้มีนโยบายจะกลับเข้าเอเชีย-แปซิฟิกอีกครั้ง ส่วนนายรอมนีย์ ซึ่งมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อจีนอยู่แล้ว หากได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ก็อาจทำให้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ถูกบังคับให้แสดงตัวเลือกข้างกับสหรัฐอเมริกาหรือจีน มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งน่าจะกดดันให้ประเทศในภูมิภาคค้าขายกับจีนน้อยลงด้วย นโยบายการหาเสียงของประธานาธิบดีบารัก โอบามา และนายมิตต์ รอมนีย์ จึงมีความสำคัญมาก เพราะโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมหาอำนาจทางตะวันตกมาสู่มหาอำนาจทางตะวันออก ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯย่อมมีความสำคัญต่อทั่วโลก ขณะที่สถานการณ์ของไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศที่ชัดเจน เพราะจังหวะนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้ไทยมีความมั่นคงและทำให้เศรษฐกิจเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเราจะต้องรู้เท่าทันและรักษาความสมดุลของมหาอำนาจทั้ง 2 ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่สุด
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน 2012 เวลา 09:55 น.
 
ยิ่งลักษณ์สั่งทีมเศรษฐกิจจับตาเศรษฐกิจโลก
ธุรกิจ-การค้า
Yingluck_5สหรัฐฯเจอพายุแซนดี้พัดถล่ม เศรษฐกิตฮ่องกงมีการเก็งกำไรค่าเงิน และญี่ปุ่นที่อัดเม็ดเงินสู่ระบบ ขณะที่เศรษฐกิจไทยเมื่อเดือน ก.ย. เริ่มเห็นแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ธปท.ประเมินส่งออกไทยลดลงถึงจุดต่ำสุดแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวไตรมาส2ปีหน้า

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าขณะนี้ภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์เศรษฐกิจโลก ปีนี้จะหดตัวลงเหลือ 3.3%

นายกรัฐมนตรีจึง สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารืออย่างใกล้ชิด อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ดูภาพรวมของเศรษฐกิจในระยะยาว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลนโยบายทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดูแลการไหลเข้า ไหลออกการลงทุน ตราสารทางการเงิน กระทรวงการคลัง ดูแลนโยบายการคลัง

"ประเด็น เรื่องของเงินไหลเข้าขณะนี้ ธปท. ได้รายงานว่ามีความปกติอยู่ ส่วนเงินทุนสำรองในประเทศก็มีเสถียรภาพที่ดี และเรื่องของพายุเฮอริเคนแซนดี้ ที่เข้าถล่มสหรัฐฯ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบทางลบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และของโลก และในทางบวกก็มี เพราะจะนำมาสู่การซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ซ่ึงจะไปกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หรือของโลก"

นอกจากนี้ ในส่วนเศรษฐกิจของฮ่องกง ล่าสุดมีการเก็งกำไรค่าเงิน เพราะนักเก็งกำไรคาดว่า ค่าเงินฮ่องกงจะแข็งค่าขึ้น จึงเข้าไปเก็งกำไร กรณีนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับไทย เพราะปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างไทย-ฮ่องกงอยู่ในระดับต่ำ และในกรณีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น ้ตัดสินใจเพิ่มปริมาณเงิน เข้าสู่ระบบลักษณะเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินมาตรการคิวอี 3 ก็ ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ของโลก นิยมใช้มาตรการดังกล่าว ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณเงินสกุลสำคัญๆของโลกเพิ่มในระบบมากขึ้น และอาจเพิ่มแรงกดดันให้กับอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง จึงส่ังการให้ ธปท. ดูแลอย่างใกล้ชิด และรัฐบาลจะเดินหน้าปรับขึ้นค่าแรง300บาทต่อวันท่ัวประเทศต้ังแต่วันที่ 1 ม.ค.2556ตามเดิม และพร้อมหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่ีเดือดร้อนต่อไป

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทย เมื่อเดือน ก.ย. เป็นเดือนที่เริ่มเห็นการชะลอตัว ของเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจนขึ้น โดยผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลต่อภาคการผลิต การส่งออก โดยการส่งออกเดือน ก.ย.ขยายตัวติดลบ 0.1% แต่ถ้าไม่รวมปัจจัยพิเศษ คือ การส่งออกทองคำ ที่มีคนไทยขายออกจำนวนมากในเดือน ก.ย. เนื่องจากราคาทองคำตลาดโลกปรับขึ้นมา การส่งออกเดือน ก.ย.จะขยายตัวติดลบ 7.9% โดยเป็นการลดลง ของการส่งออกในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และอิเลกทรอนิกส์ และเป็นการลดลงของการส่งออก ทั้งในประเทศตะวันตก และเอเชีย ขณะที่ 9 เดือนแรกของปีนี้การส่งออกขยายตัวลดลง 0.9%

"เท่าที่ ประเมิน การส่งออกที่มีมูลค่าการค้าขายต่อเดือนที่19,000-20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ น่าจะอยู่ในจุดต่ำสุดของการของการส่งออกแล้ว มูลค่าการค้าขาย น่าจะไม่ลดลงจากนี้มากนัก แต่ก็ยังไม่ฟื้นตัว ธปท.คาดว่าการส่งออก จะอยู่ในช่วงท้องกระทะนี้ ต่อไปอีก3-6 เดือน และเริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีในไตรมาส2 ปีหน้า"

สำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ภาพรวมในไตรมาสที่ 3 ยังถือว่ามีการขยายตัวที่ต่อเนื่อง โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 3.3% และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.7% และไตรมาสที่ 4 เชื่อว่า ยังมีแรงส่งให้ขยายตัว ได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาสนี้ และเนื่องจากฐานในปีที่แล้วไตรมาสที่ 4 ต่ำมากจากผลกระทบของน้ำท่วม ทำให้ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ธปท.คาดว่าจะขยายตัวมากถึง 15%

"กรณีที่มีความเป็นห่วงกันว่าพายุเฮอริเคนแซนดี้ จะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้ยังต้องรอ ประเมินความเสียหายที่แท้จริงก่อน ขณะที่ ปัจจัยการชุมนุมทางการเมือง ที่กลับมาอีกครั้งหน่ึง ธปท.ยังไม่เป็นห่วงมากนัก เนื่องจากยังไม่เห็นแนวโน้ม ที่จะสร้างความเสียหาย ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ"

 
จีอีดีลประวัติศาสตร์ควบรวมไทยพาณิชย์-กรุงศรี
ธุรกิจ-การค้า
Bay-Scbกลุ่มจีอีได้เสนอขายหุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยาส่วนที่เหลือทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดที่อยู่ ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ ดันขึ้นสถานะใหญ่เป็นอันดับ 1 ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มธุรกิจการเงินรายใหญ่สัญชาติอเมริกันที่ช่ือ จีอี แคปิตอล โฮลด้ิง คอร์ปอเรช่ัน จำกัด ว่า หลังจากที่กลุ่มจีอี ได้ทำการขายหุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ที่ถืออยู่ในมือในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดที่มีสัดส่วนอยู่ 32.9%ให้แก่กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ประเภทสถาบันในแบบเฉพาะ เจาะจงเม่ือวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยขายไป 7.6% วงเงินรวม 17,000 ล้านบาท ผ่านการจัดจำหน่ายของวาณิชธนกิจใหญ่สัญชาติเดียวกันคือ มอร์แกน สแตนเลย์ นั้น

ปรากฏช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มจีอี ได้นำหุ้นที่ยังคงถืออยู่ในธนาคารกรุงศรีอยุธยาอีก 25.3% ไปเสนอขายแก่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินรายใหญ่ของไทยหลายแห่ง พร้อมเสนอโมเดล ควบรวมกิจการกันระหว่างธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ ซึ่งหน่ึงในธนาคารที่กลุ่มจีอีได้เสนอขายหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มจีอี ได้เสนอขายหุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยาส่วนที่เหลือทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดที่อยู่ ตามกลยุทธ์ที่ได้มีการทำข้อตกลงไว้กับ มอร์แกน สแตนเลย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้คำม่ันสัญญาว่า หลังจากที่ขายหุ้นจำนวน 7.6% ให้แก่นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงไปแล้ว กลุ่มจีอีจะไม่ขายหุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเพ่ิมอีกภายในเวลา 180 วันเว้นแต่จะตัดสินใจขายทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดดังที่มีกระแสข่าวออกมา

สำหรับโมเดลธุรกรรมทางการเงินที่กลุ่มจีอีนำเสนอแก่ผู้บริหารระดับสูงของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็คือ ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ ซื้อหุ้นจำนวน 25.3% ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่กลุ่มจีอีถืออยู่ เพื่อให้ธนาคารไทยพาณิชย์ มีขนาด และสถานะใหญ่เป็นอันดับ 1 ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย

จากปัจจุบันที่ธนาคารไทยพาณิชย์มีขนาดของสินทรัพย์ 2.06 ล้านล้านบาท เงินฝาก 1.5 ล้านล้านบาท และสินเช่ือ 1.4 ล้านล้านบาท รวมเป็นมูลค่า 4.8 ล้านล้านบาท ใหญ่ป็นอันดับ 3 ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีสินทรัพย์ 957,679 ล้านบาท มีเงินฝาก 677,120 ล้านบาท และมีสินเช่ือ 668,278 ล้านบาท มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของธนาคารทั้งระบบ

ทั้งนี้ ข้อเสนอที่ให้มีการควบรวมกิจการกันนั้นการจะตัดสินใจดำเนินการใดๆ เพ่ือการควบรวมกิจ การกันดังกล่าว อันดับแรกผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ต้องหารือกับกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อีกรายซ่ึงก็คือกลุ่ม ของนายกฤต รัตนรักษ์ ซ่ึงยังถือหุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยาอยู่ราว 25% เพ่ือให้ความเห็นชอบด้วย หาไม่ โมเดลทางธุรกิจนี้ อาจทำให้ธนาคารทั้งสองแห่งนี้กลายเป็นปรปักษ์ต่อกัน

ผู้ส่ือข่าวรายงานด้วยว่า นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ ได้พยายามขอนัดนายฤกต รัตนรักษ์ ผ่านคนใกล้ชิดในสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่ได้รับคำตอบจากนายกฤต ขณะเดียวกัน บรรดานายธนาคารต่างๆ ให้ความเห็นว่า ถ้ากลุ่มจีอีผลักดันให้เกิดการควบรวมกิจการกันได้ ธุรกรรมนี้ก็จะจัดเป็นธุรกรรมการเงินที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลหลายแสนล้านบาท

มีรายงานด้วยว่า ล่าสุด นายวิชิต ได้เจรจาต่อรองกับจีอีแคปปิตอล ให้มีการควบรวมระหว่างธนาคารไทยพา ณิชย์และธนาคารศรีอยุธยาพร้อมให้มีการแลกหุ้นระหว่างกัน แต่กลุ่มจีอีแคปปิตอลปฎิเสธเงื่อนไขนี้เนื่องจากต้องการ เงินสดจากการขายหุ้นและไม่ต้องการถือหุ้นธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยอีก กรณีนี้ทำให้กลุ่มจีอีหันไปเสนอขายหุ้นในมือตนให้แก่ธนาคารซีไอเอ็มบี ซ่ึงขณะนี้ผู้บริหารระดับสูงของซีไอเอ็มบีแบงก์ก็กำลังศึกษาโมเดลธุรกิจนี้อยู่

 
แอมเวย์เผยสาวไทยรักสวยมากที่สุดในโลก
ธุรกิจ-การค้า
Amwayพบสาวรุ่นไทยเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 14-15 ปี ประกาศทยอยปรับโฉมแบรนด์เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี คาดสิ้นปีมีรายได้โต 7% มั่นในอีกไม่เกิน 3 ปีกลับไปเติบโตได้ 10% เหมือนกว่า 10 ปีก่อน

นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายตลาด บริษัท แอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจพฤติกรรมการรักความสวยงามของผู้หญิงทั่วโลกพบว่า ผู้หญิงไทยมีพฤติกรรมรักความสวยงามมากที่สุดในโลก เนื่องจากผู้หญิงไทยเริ่มมีการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางตั้งแต่อายุ 14-15 ปี จึงทำให้ภาพรวมตลากเครื่องสำอางของไทยเริ่มกลับมาทิศทางการเติบโตที่ดีขึ้น ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเริ่มเห็นทิศทางมาตั้งแต่ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทจึงมีแผนที่จะทยอยปรับภาพลักษณ์ของกลุ่มสินค้าเพื่อความงามภายใต้แบรนด์อาร์ทิสทรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ล่าสุดบริษัทได้ใช้งบ 130 ล้านบาท เพื่อทำตลาดเครื่องสำอาง "อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์" ภายหลังจากได้ปรับรูปโฉมบรรจุภัณฑ์สินค้าใหม่ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป เนื่องจาก กลุ่มผู้หญิงอายุดังกล่าว สนใจผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยและดูแลตัวเองมากขึ้น จากเดิมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอายุ 30 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้บริษัทยังได้ปรับขึ้นราคาสินค้า 10% เนื่องจากได้ปรับสูตรสินค้าใหม่ทั้งหมด และได้ปรับชื่อใหม่ ของ อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ จากเดิมใช้ชื่อว่า อาร์ทิสทรี ไทม์ ดีไฟแอนซ์ ซึ่งได้เปิดตัวเข้ามาทำตลาดในไทยเป็นประเทศที่ 3 ในโลก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าผู้หญิงไทยให้ความสนใจดูแลความงาม ซึ่งหลังจากปรับภาพลักษณ์สินค้าดังกล่าวบริษัทจะทยอยปรับภาพลักษณ์กลุ่มสินค้าที่เหลือคือ กลุ่มเบสิค ภายใต้แบรนด์ เอสเซนเชียล และกลุ่มกระจ่างใส ภายใต้แบรนด์ เพียวไวท์ ในปีหน้า

"บริษัทกำลังปรับโฉมแบรนด์ อาร์ทิสทรี ในกลุ่มสินค้าบำรุงผิว และเครื่องสำอาง ใหม่ทั้งหมด คาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีข้างหน้า โดยได้ภาพลักษณ์ให้มีความสดใส และทันสมัยมากขึ้น และในปีต่อไปจะเปิดตัวเครื่องสำอางอาร์ทิสทรีอีก 2 รายการเข้าทำตลาด ซึ่งในส่วนของ "อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์"บริษัทได้ใช้พรีเซ็นเตอร์ใหม่เป็น "เทเรซ่า พาล์มเมอร์"นักแสดงชื่อดังฮอลลีวู้ดมาเป็นโกลบอลแบรนด์คนใหม่"นางรัตนากล่าว

ทั้งนี้สิ้นปีนี้บริษัทคาดว่าจะมียอดขายจากเครื่องสำอาง อาร์ทิสทรีอยู่ที่ประมาณ 3,100 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามในช่วงกว่า 10 ปีก่อนบริษัทเคยมียอดขายเติบโตมากกว่า 10% ซึ่งหลังจากออกมาทำการตลาดเครื่องสำอางอาร์ทิสทรีอย่างต่อเนื่องคาดว่าอีกไม่เกิน 3 ปีนับจากนี้ บริษัทน่าจะกลับมามียอดขายเติบโตสูงกว่า 10% เหมือนกับช่วงกว่า 10 ปีก่อนได้อย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันมียอดซื้อสินค้าของลูกค้าต่อครั้งอยู่ที่ 4,000-5,000 บาท

สำหรับตลาดรวมเครื่องสำอางระดับพรีเมี่ยมของไทย มีมูลค่าประมาณ 11,500 ล้านบาท เติบโต 6% โดยตลาดเครื่องสำอางพรีเมี่ยม เติบโตสูงกว่า ตลาดเครื่องสำอางรวมทั้งหมด เพราะพฤติกรรมผู้หญิงรุ่นใหม่ และผู้หญิงไทย หันมาใช้เครื่องสำอางราคาแพงมากขึ้น ขณะที่ภาพรวมตลาดรวมเครื่องสำอางของไทยในปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 2-3% เนื่องจากตลาดมีฐานขนาดใหญ่

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย