หน้าแรก ข่าวตลาดเงิน-ตลาดทุน
เกาะสถานะการณ์ :
ข่าวตลาดเงิน-ตลาดทุน



hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
คลังกุมขมับรัฐบาลขาดทุนจำนำข้าว 2.6 แสนล้าน
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
Supa_Piyajitโครงการตั้งแต่ปี 47 จำนวน 15 โครงการ ขาดทุนรวม 2.6 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ต้องจ่ายหนี้คืน ธ.ก.ส. กว่า 2 แสนล้านบาท ด้านคณะกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าว แนะเร่งคืนหนี้ ธ.ก.ส. ภายใน 5 ปี ป้องกันการขาดสภาพคล่อง พร้อมแนะรัฐต้องเร่งปรับเงื่อนไขการรับจำนำใหม่ ระบุต้องกำหนดจำนวนการเปิดรับ หวังอุดช่องโหว่การทุจริต

ผู้สื่อข่าวจากกระทรวงการคลังว่า นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตร ตามคณะกรรมนโยบานข้าว (กขช) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สั่งการ กขช. ตั้งคณะกรรมการปิดบัญชี ฯ ได้สรุปผลการดำเนินงานและข้อเสนอแนะจากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรต่อนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ โครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรรวม 15 โครงการ แบ่งเป็นโครงการจำนำฯปี 2547/48 รวม 13 โครงการ และโครงการรับฝากข้าวเปลือกปี 2552/53 และโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 ทั้งหมดนี้มีปริมาณรวม 48 ล้านตัน มีรายได้ทั้งสิ้น 205,000 ล้านบาท ขณะที่ ต้นทุนจากการดำเนินงาน เช่น มูลค่าผลิตผลที่รับจำนำ ค่าแปรสภาพ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆและต้นทุนในการจัดหาแหล่งเงินกู้(ดอกเบี้ย)เป็นต้น มียอดรวม 412,000 ล้านบาท ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิ 206,000 ล้านบาท โดยผลขาดทุนเฉลี่ยต่อตันจะอยู่ที่ 4,274.43 บาท และหากดำเนินการระบายผลผลิตทางการเกษตรคงเหลือได้ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีจะทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ผลผลิตคงเหลือตามประกาศของกรมการค้าภายใน ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 มีเท่ากับ 121,000 ล้านบาท หากพิจารณาจากการคำนวณค่าเสื่อมสภาพ ซึ่งหลักการแล้วจะคิดค่าเสื่อมสภาพประมาณ 20% ต่อปี เป็นมูลค่า 21,000 ล้านบาท ทำให้มีมูลค่าทางบัญชีคงเหลือสุทธิประมาณ 100,000 ล้านบาท และ หากไม่เร่งระบายผลผลิตคงเหลือ จะทำให้มีภาระในการเก็บรักษาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสต๊อกข้าวโดยกระทรวงพาณิชย์ตลอดระยะเวลาโครงการอีกจำนวนประมาณ 33,000 ล้านบาท ทำให้ผลขาดทุนสุทธิของโครงการจะมีจำนวนรวม 260,000 ล้านบาท

สำหรับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำเงิน สภาพคล่องของธนาคารมาสำรองจ่ายในโครงการนี้ไปก่อนตลอดระยะเวลา 15 โครงการเป็นเงิน 450,000 ล้านบาท ได้รับการชำระหนี้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรแล้ว 198,000 ล้านบาท และ จากเงินงบประมาณ 45,500 ล้านบาท คงเหลือภาระหนี้สุทธิ 208,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ คณะกรรมการปิดบัญชีโครงการฯเสนอแนะว่า ควรอนุมัติจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน เพื่อชำระหนี้คืนแก่ธ.ก.ส.เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่เช่นนั้น ธ.ก.ส.อาจประสบปัญหาสภาพคล่องได้ขนะที่ คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาลได้จัดทำบทวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะปีการผลิต 2554/55 จำนวนทั้งสิ้น 14 แนวทาง โดยแนวทางหลักๆ คือ 1.โครงการดังกล่าวเป็นการอุดหนุนภาคการเกษตรที่มีลักษณะการเกิดภาระหนี้แบบปลายเปิดที่รัฐต้องตั้งงบประมาณชดเชยภายหลัง แต่รัฐบาลและประชาชนอาจมีข้อจำกัดในการรับรู้ภาระหนี้ในภาพรวมทั้งหมดจนกว่าจะจำหน่ายข้าวในโครงการเสร็จสิ้น ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาเกินกว่า 3-5 ปีที่สำคัญกระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ควรมีการจัดทำรายงานการเงินให้สามารถแสดงถึงผลกำไร(ขาดทุน)เป็นประจำทุกไตรมาส รวมถึง ผลการดำเนินงานรายโครงการเสนอต่อรัฐสภาคณะรัฐมนตรีเป็นประจำทุกปี

2.ภาวะเชิงสังคมที่สร้างแรงกดดันทางการเมือง ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นในการกำหนดราคาจำนำโครงการฯที่ไม่สอดคล้องและสูงกว่าราคาตลาด ซึ่งมีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดภาระรายจ่ายของรัฐ และ ภาวะขาดทุนจำนวนมากทั้งการอุดหนุนเกษตรกร และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น การสีแปรสภาพ การขนส่ง กักเก็บ ข้าวเสื่อมคุณภาพ ขายข้าวขาดทุน และ ข้าวสูญหายจากโกดัง เป็นต้น ขณะที่ หากรัฐบาลแก้ปัญหาโดยลดราคาจำนำลงมาใกล้เคียง หรือต่ำกว่าราคาตลาด ก็อาจเกิดปัญหาการประท้วงของเกษตรกร ดังนั้น ปริมาณการรับจำนำจึงเป็นตัวจักรสำคัญที่ไม่ทำให้กลไกของตลาดถูกแทรกแซงมากจนเกินไป โดยการกำหนดราคารับจำนำควรให้อยู่ในระดับที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรรับภาระอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดมากจนเกินไป และ ควรมุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

3.การรับจำนำในราคาสูงและไม่จำกัดปริมาณ เป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรเพิ่มรอบการผลิตมากขึ้นจาก 5 ครั้งใน 2 ปี เป็น 7 ครั้ง ใน 2 ปี ส่งผลให้ปริมาณข้าวในระบบเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ คุณภาพข้าวด้อยลง แต่สร้างภาระรัฐบาลในการจัดสรรเงินงบประมาณสำหรับโครงการจำนำข้าวในรอบปีการผลิตนั้นๆและปีต่อๆไปเพิ่มสูงขึ้น 4.รัฐบาลกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งผลกระทบที่ตามมา คือ เกิดการบิดเบือนราคาตลาด ตลาดข้าวเอกชน โดยเฉพาะตลาดกลางข้าวเปลือกถูกทำลาย โรงสีและผู้ส่งออกนอกโครงการไม่สามารถจัดหาซื้อข้าวได้เพียงพอ โรงสีในโครงการและผู้ส่งออกที่ชนะการประมูลข้าว จะมีการค้าขายข้าวที่มีข้อได้เปรียบโรงสีและผู้ส่งออกนอกโครงการ ตลอดจนราคาข้าวไทยที่แพงกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียตลาดส่งออกที่สำคัญ

5.การรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด โดยไม่จำกัดพื้นที่ผลิตและวงเงินรับจำนำเฉพาะรายที่ชัดเจน ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายต่อโครงการอย่างยิ่ง จึงควรมีมาตรการวางแผนรับจำนำที่ดี โดยเฉพาะประเด็นข้าวสวมสิทธิ์จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัญหามีแนวโน้มทวีสูงขึ้นหลังเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 ตลอดจน ปริมาณรับจำนำที่สูงเกินกว่าข้อเท็จจริง แต่คุณภาพข้าวต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ 6.เพื่อให้รัฐบาลสามารถประเมินข้อเท็จจริงว่าโครงการนี้ทำให้เกิดกำไรหรือขาดทุนจากการดำเนินงานเป็นเช่นใด ควรดำเนินโครงการลักษณะนี้อีกต่อไปหรือไม่ จึงควรที่หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องจะต้องมีการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องต่างๆเปรียบเทียบว่าสูงหรือต่ำกว่ารายได้ที่ได้จากการจำหน่ายข้าวที่สีแปรสภาพ หรือ ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินโครงการ 7.จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า ในหลายโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น องค์การตลาดเพื่อการเกษตรและองค์การคลังสินค้า เบิกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแต่ไม่ใช้ให้ครบถ้วนเหลือเบิกค้าง เป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีที่ไม่เป็นผลดี ทำให้ภาพลักษณ์ของโครงการเสียหาย จึงควรเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายอย่างเร่งด่วน รวมทั้ง มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการงานที่สูง

 
ดาราหนาว!สรรพากรจ่อรีดภาษีคณะบุคคล 20%
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
REVENUE_DEPกรมสรรพากรหวังแก้ไขปัญหาคนหัวหมอตั้งคณะบุคคลหลีกเลี่ยงภาษี ชี้หากรวมกลุ่มกันแล้วมุ่งทำการค้า เพื่อแสวงหาผลกำไร แต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ก็ถือว่าต้องดำเนินการเสียภาษีแบบบริษัท

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาการตั้งคณะบุคคลเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ว่า ล่าสุดทางกระทรวงการคลังได้หารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการตั้งคณะบุคคลเพื่อหลีก เลี่ยงภาษีจนได้ข้อสรุปเบื้องต้นบ้างแล้ว ทั้งนี้ แนวความคิดใหม่คือ จะต้องกำหนดคำนิยามให้ชัดเจนเลยว่า คณะบุคคล มีความหมายว่าอะไร และห้างหุ้นส่วนที่ไม่ใช่นิติบุคคลนั้น มีความหมายว่าอย่างไร กล่าวคือ หากเป็นคณะบุคคล จะไม่ต้องดำเนินงานเพื่อแสวงหาผลกำไร และจะต้องเสียภาษีอย่างไร ตัวอย่างเช่น บุคคลหนึ่งอาจจะเป็นผู้เข้าร่วมการอบรมโครงการต่างๆ จากนั้นก็มีการรวมกลุ่มกันตั้งเป็นชมรม และมีการทำกิจกรรมร่วมกัน มีการเก็บเงินร่วมกัน แต่ไม่ได้ทำการค้าใดๆ และไม่มีการแสวงหาผลกำไรแต่อย่างใด ซึ่งก็เท่ากับเป็นการจัดตั้งคณะบุคคล โดยตัวกฎหมายใหม่ก็จะระบุอย่างชัดเจนว่าจะต้องจัดเก็บภาษีในอัตราเท่าใดจากยอดรายรับ

ขณะที่หากรวมกลุ่มกันแล้วมุ่งทำการค้า เพื่อแสวงหาผลกำไร แต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ก็ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนที่ไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมาย ก็จะต้องดำเนินการเสียภาษีแบบบริษัท ซึ่งตัวกฎหมายใหม่ก็จะแบ่งแยกอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดเบื้องต้นนั้นทางกรมสรรพากรอยากจะดำเนินการจัดเก็บภาษีคณะบุคคล อยู่ที่ประมาณ 10% ของรายรับ เพื่อให้เป็นอัตราที่เท่ากับมูลนิธิ และสมาคม แต่จากการประชุมร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องและเห็นพ้องตรงกันว่า หากจัด เก็บในอัตราที่ 10% ของรายรับทั้งหมดก็กลัวจะทำให้เกิดช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงภาษีได้อีก และที่สำคัญกรมสรรพากรก็ไม่ได้ส่งเสริมให้มีการทำธุรกรรมอย่างนี้ด้วย ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นสมควรที่จะให้เก็บในอัตราเต็มจำนวนที่ 20% ของรายรับทั้งหมด ซึ่งทางกรมสรรพากรเองก็รู้สึกพอใจในอัตราดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า หากดำเนินการจัดเก็บในอัตราดัง กล่าวแล้ว หากใครยังอยากจะจัดตั้งคณะบุคคลอยู่ก็จำเป็นต้องเสียภาษีในอัตราดังกล่าว ดังนั้น ต่อไปก็จะไม่มีใครอยากจะใช้เป็นช่องทางเพื่อเลี่ยงภาษี และสุดท้ายปัญหาก็จะหมดไปโดยอัตโนมัติ ยกเว้นการตั้งคณะบุคคลที่ไม่ได้มุ่งการค้าและแสวง หาผลกำไรจริงๆ

นายสาธิต กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯ มีแนวคิดที่จะออกโครงการสะสมคะแนนในการไปซื้อสินค้าและบริการของร้านค้าต่างๆ เพื่อนำแต้มที่สะสมได้มาใช้กับกรมสรรพากรเกี่ยวกับการเสียภาษี ทั้งนี้ กรมสรรพากรจะเร่งดำเนินการพิจารณาว่าจะมีแรงจูงใจอย่างไรได้บ้างเกี่ยวกับแต้มที่สะสม เช่น อาจจะให้สามารถนำแต้มที่ได้มาหักเป็นรายจ่ายได้ ซึ่งเรากำลังหารือในรายละเอียดต่างๆ อยู่ ทั้งนี้ จะสามารถเชื่อมโยงรายที่หายไปจากระบบให้สามารถเข้าสู่ระบบภาษีได้อย่างถูกต้อง

กรณีบุคคลธรรมดาก็อาจจะนำมาใช้ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เรากำลังจะออกมา เช่น ถ้าเราบอกว่าท่านไปซื้อสินค้าในที่ต่างๆ แล้วได้สะสมแต้มมา จะนำไปทำอะไร ก็ให้สามารถนำแต้มนั้นๆ มาหักลดหย่อนภาษีได้ เป็นการเพิ่มค่าลดหย่อนส่วนบุคคลให้ แต่แทนที่จะให้ฟรีๆ ช่วยหลวงในการขยายฐานภาษีด้วย ขอบิล ได้สะสมแต้ม อย่างนี้รายรับทางภาษีก็จะขึ้นมาเอง ดังนั้นผู้ซื้อก็มีสิทธิได้รับค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้น แต่ทั้งหมดก็ต้องให้ทางกระทรวงการคลังเป็นผู้เคาะว่าจะใช้กับส่วนใดบ้าง และนำมาใช้ได้เมื่อไหร่ เป็นต้น"

 
ประมูล 3 จีกดหุ้นกลุ่มสื่อสารร่วงยกแผง
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
3_Gตลาดหลักทรัพย์เตือนนักลงทุนระมัดระวังการลงทุนหุ้น 3 จีหลังนักลงทุนเทขายทำกำไร กูรูประเมินว่าหุ้นร่วงต่อได้ไม่มาก ชี้ 3 บริษัทเร่งโอนย้ายลูกค้าเข้าใช้เครือข่าย 3 จี ทำให้ต้นทุนลดลงจากโครงข่ายเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานราคาหุ้นกลุ่มสื่อสาร โดยเฉพาะหุ้น3บริษัท ที่ส่งบริษัทย่อยเข้าร่วมประมูล3จี ปรากฎว่า ราคาหุ้นหุ้นเหล่านี้ปรับตัวลงทั้งหมด นำโดยหุ้นบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)ราคาปรับตัวลงมาปิดที่ระดับต่ำสุดที่ 195บาท ลบ 7บาท ขณะที่บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น(INTUCH)ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของADVANC ปิดที่ ปิด 62.50บาท ลบ 1 บาท ขณะที่ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC)ปิด 85บาท ลบ 3.25บาท ส่วนบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE)ปิด 5.55บาท ลดลง 0.05บาท

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์ขอให้ผู้ลงทุนโปรดใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์และติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการประมูลใบอนุญาต 3G ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานทางการเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ของ 3 บริษัทจดทะเบียนที่ส่งบริษัทย่อยเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3จี ต่อ กสทช.

นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ราคาหุ้นสื่อสารลงเพราะเป็นการขายทำกำไรเมื่อมีการรับรู้ข่าวจริงแล้ว(Sale on fact)เนื่องจากนับตั้งแต่ล้มประมูล 3 จีรอบที่แล้ว หลังราคาตกลงแรง ราคาหุ้นสื่อสารก็ค่อยๆปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องรับผลดีการประมูล3จีในรอบนี้ ส่งผลให้ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารปรับตัวขึ้นถึง 110% ขณะที่หุ้น ADVANC และ DTAC ราคาขึ้นมาแล้วประมาณ 200% ราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้อัตราผลติบแทนจากเงินปันผลของหุ้น 2 ตัวนี้ ลดลงจาก8%เหลือประมาณ 5%แต่มองว่าการขายทำกำไรน่าจะมีจำกัดคงจะลงไปมากสุดไม่เกิน 5-10%นับจากนี้ เพราะหากราคาลดลงไปอีกที่ระดับดังกล่าวจะทำให้อัตราเงินปันผลขึ้นมาอยู่ที่ 6%ซึ่งสูงพอที่จะทำให้มีแรงซื้อคืนหุ้นสื่อสาร ทำให้มีความเสี่ยงขาลงจำกัด

ส่วนผลดีหลัง 3 บริษัทมีใบอนุญาต 3 จี ที่เห็นได้ชัดนอกจากจะทำให้คุณภาพและประสิทธิภาพการให้บริกาสูงขึ้นอย่างมากแล้ว จากการมีคลื่อและเครือข่ายเฉพาะ3จีเพิ่มขึ้นมา ที่สำคัญคือจะทำให้ต้นทุนการให้บริการบนใบอนุญาติ 3 จีลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสัมปทานที่ต้องจ่ายส่วนแบ่งค่าสัมปทาน25-30%จากค่าบริการ ขณะที่ใบอนุญาติ3จีต้นทุนนี้จะลดลงเหลือเฉลี่ย7% ทำให้ผู้ให้บริการประหยัดต้นทุนประมาณ23% และในช่วงหลังจากนี้คงเริ่มเห็นการออกโปรโมชั่นจูงใจให้ลูกค้าย้ายจากโครงข่ายสัมปทานมาใช้บริการบนใบอนุญาติ3จี โดยเน้นเพิ่มเวลาโทรและให้บริการข้อมูลในปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่คงไม่เน้นการปรับลดราคาค่าบริการ เพราะบริษัทผู้ให้บริการ ต้องการรักษารายได้และกำไร เพื่อไม่ให้ลดลงจึงไปเน้นแถมการให้บริการมากกว่าการลดราคาโดยตรง ประกอบกับขณะนี้ผู้ให้บริหารหลายรายมีการเตรียมพร้อมอุปกรร์โครงข่ายที่สามารถุใช้ได้กับระบบ3จีไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ดังนั้นจขึงคาดว่า ผู้ให้บริการบางรายน่าจะเริ่มให้บริการบนโครงข่าย 3 จีได้ม.ค.ปีหน้า ซึ่งเร็วกว้าที่ กสทช.คาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นมี.ค.56 และบริษัทใดสามารถโอนย้ายลูกค้าให้ไปใช้บริการบนโครงข่ายใหม่ได้เร็วก็จะได้เปรียบหรือมีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 
โฆสิตวอนกนง.อย่าละเลยเงินออม-ดอกเบี้ยออมทรัพย์
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
KOsit_Pampeanratกระตุ้นการประชุม กนง.17 ต.ค.นี้ไม่ควรให้ผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ยันเงินเฟ้อที่ 3 % ยังไม่ผิดปกติ ขณะที่แบงก์กรุงเทพจับมือพันธมิตรปูพรมในพม่า

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือกนง. ในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ซึ่งการดำเนินโยบายดอกเบี้ยของกนง. อย่างละเลยเรื่องของการดูแลเงินออมของประเทศ และดูแลดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ ไม่ควรให้ผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ

ทั้งนี้ในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 3 % ถือว่าไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อยังทรงตัว แต่หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายดอกเบี้ยก็สามารถทำได้ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น และยังไม่มีจุดไหนที่อ่อนแอ ส่วนการแข่งขันระดมเงินฝากของบรรดาธนาคารพาณิชย์ ถือว่าเป็นคนละเรื่องก็ดอกเบี้ยนโยบาย หากธนาคารพาณิชย์ต้องการสภาพคล่อง ก็จำเป็นต้องระดมเงินฝาก

สำหรับการที่สหรัฐฯ ออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE 3 ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยมากขึ้น เป็นแรงกดดันต่อการพิจารณาดอกเบี้ยของกนง.หรือไม่ นายโฆสิต กล่าวว่า ในเรื่องของ QE 3 เป็นการดำเนินนโยบายของต่างประเทศ เชื่อว่าไม่มีผลต่อประเทศ ประกับที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ผ่านการทำ QE 1 และ QE 2 มาแล้ว ซึ่งในช่วงดังกล่าวก็ไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างไรก็ตามเรื่องของเงินไหลเข้าไหลออก เป็นเรื่องที่สำคัญ แตกหากสามารถบริหารจัดการได้ ก็ไม่น่าวิตกอะไร

นายโฆสิต กล่าวว่า ในการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ในปี2558 โดยธนาคารกำลังหามองหาโอกาสเพิ่มพันธมิตรที่เป็นสถาบันการเงินในพม่าเพิ่มเติมจากปัจจุบันมี 4 แห่ง และมีสำนักงานตัวแทนในย่างกุ้ง 1 แห่ง เพื่อทำหน้าที่บริการลูกค้าไทยที่ไปลงทุนในพม่าและลูกค้าท้องถิ่นที่เป็นชาวพม่า อย่างเต็มที่มากขึ้น โดยในเร็วๆนี้จะได้ข้อสรุป

อย่างไรก็ตามขณะนี้พม่ากำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมการเกษตรเป็นอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับไทยเมื่อช่วง 30 ปีก่อน ดังนั้นไทยจึงมีความได้เปรียบในแง่อุตสาหกรรมทั้งขนาดกลางและใหญ่ที่จะเข้าไปทำธุรกิจร่วมกับพม่า โดยเฉพาะในช่วงแรกอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญคือการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค ในขณะที่อุตสาหกรรมขนาดกลางที่เป็นที่ต้องการคือ กลุ่มอาหารและสินเค้าเกษตร ส่วนอุตสาหกรรมใหญ่ ควรเน้นไปทางทรัพยกรธรรมชาติประเภทน้ำมันและก๊าช

"เราควรจะมีที่ยืนในพม่าให้เร็วทีสุด ถ้าช้าก็เหมือนกับการเสีบสละ เพราะนักลงทุนทั่วโลกกำลังไหลเข้าพม่าที่มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ขณะที่เศรษฐกิจก็กำกำลังเติบโตได้ดี"

สำหรับกรณีที่ศาลฎีกาสั่งศาลล้มละลายกลางรับฟ้องคดี บริษัทอุตสหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ ที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ได้ยื่นฟ้องผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ และธนาคารเจ้าหนี้ที่มีธนาคารกรุงเทพร่วมด้วยนั้น นายโฆสิต กล่าวว่า ในเรื่องนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนขบวนการตามปกติ เมื่อศาลฎีกาสั่งให้ดำเนินการใหม่ ธนาคารมีเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว และขณะนี้ศาลยังไม่ได้เรียกธนาคารไปให้ข้อมูลใด

 
เปิดวงเงินก่อหนี้ผูกพันงบรัฐบาลพุ่ง 6 แสนล้านบาท
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
Chalitrath_chantarubakesaสำนักงบประมาณชงครม.เห็นชอบรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณสำหรับรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 วงเงิน 138,702 ล้านบาท เมื่อรวมกับภาระก่อหนี้ผูกพันเดิม รัฐบาลจะมีวงเงินผูกพันรวมทั้งสิ้น 635,324 ล้านบาท

นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอรายการก่อหนี้ ผูกพันข้ามปีงบประมาณสำหรับรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 จำนวน 1,047 รายการ เป็นงบประมาณรายจ่ายของปีงบ 2556 จำนวน 25,386 ล้านบาท มีวงเงินผูกพันรวมทั้งสิ้น 138,702 ล้านบาท จำแนกเป็นเงินงบประมาณ 126,484 ล้านบาท เงินนอกบประมาณ 6,298 ล้านบาท และเงินสำรองเผื่อเหลือเฟื่อขาดอีก 5,919 ล้านบาท

นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า เหตุผลที่ต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม.ไม่ได้มีการของบก้อนใหม่ แต่เนื่องจากตามขั้นตอนเมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปีผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว ในส่วนที่เป็นงบผูกพันจะต้องเสนอ ครม.เห็นชอบภายใน 60 วัน ซึ่งในทุกๆ ปีจะเสนอในเดือนพ.ย. แต่ในปีนี้เสนอเร็วหน่อยเพื่อให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงได้ไปเร่งหน่วยงานของตนเองให้ดำเนินการได้ตามแผน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การผูกพันรายการใหม่ เป็นรายการผูกพันประเภทก่อสร้างและปรับปรุง มีวงเงินผูกพันสูงสุด 93,856 ล้านบาท คิดเป็น 67.7% ของวงเงินผูกพันทั้งสิ้น รองลงมา ได้แก่ ประเภทครุภัณฑ์ 25,430 ล้านบาท คิดเป็น 18.3% ของวงเงินผูกพันทั้งสิ้น ขณะที่มีรายการที่มีวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1,029 รายการ ซึ่งในนี้เป็นงบประมาณปี 2556 จำนวน 17,890 ล้านบาท และวงเงินภาระผุกพันรวม 97,819 ล้านบาท และรายการที่มีวงเงินรวมตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป 18 รายการ เป็นงบประมาณปี 2556 จำนวน 7,495 ล้านบาท และวงเงินผุกพัน 40,883 ล้านบาท

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณรายงานด้วยว่า รัฐบาลมีภาระผุกพันงบประมาณรายการเดิมที่ได้อนุมัติไว้แล้ว จนถึงปีงบประมาณ 2555 เป็นงบรายจ่ายของปีงบประมาณ 2556 จำนวน 99,462 ล้านบาท มีวงเงินภาระผุกพันรวมทั้งสิ้น 496,622 ล้านบาท ซึ่งในรายการดังกล่าวได้รวมรายการผูกพันค่าเช่าพื้นที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรมธนารักษ์ ซึ่งครม.อนุมัติการก่อหนี้ผูกพันในวงเงิน 82,114 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2551-2581 ไว้แล้ว ฉะนั้น เมื่อรวมกับภาระก่อหนี้ผูกพันรายการใหม่ในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลจะมีวงเงินผูกพันรวมทั้งสิ้น 635,324 ล้านบาท

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย