โครงการตั้งแต่ปี 47 จำนวน 15 โครงการ ขาดทุนรวม 2.6 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ต้องจ่ายหนี้คืน ธ.ก.ส. กว่า 2 แสนล้านบาท ด้านคณะกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าว แนะเร่งคืนหนี้ ธ.ก.ส. ภายใน 5 ปี ป้องกันการขาดสภาพคล่อง พร้อมแนะรัฐต้องเร่งปรับเงื่อนไขการรับจำนำใหม่ ระบุต้องกำหนดจำนวนการเปิดรับ หวังอุดช่องโหว่การทุจริต
ผู้สื่อข่าวจากกระทรวงการคลังว่า นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตร ตามคณะกรรมนโยบานข้าว (กขช) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สั่งการ กขช. ตั้งคณะกรรมการปิดบัญชี ฯ ได้สรุปผลการดำเนินงานและข้อเสนอแนะจากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรต่อนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ โครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรรวม 15 โครงการ แบ่งเป็นโครงการจำนำฯปี 2547/48 รวม 13 โครงการ และโครงการรับฝากข้าวเปลือกปี 2552/53 และโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 ทั้งหมดนี้มีปริมาณรวม 48 ล้านตัน มีรายได้ทั้งสิ้น 205,000 ล้านบาท ขณะที่ ต้นทุนจากการดำเนินงาน เช่น มูลค่าผลิตผลที่รับจำนำ ค่าแปรสภาพ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆและต้นทุนในการจัดหาแหล่งเงินกู้(ดอกเบี้ย)เป็นต้น มียอดรวม 412,000 ล้านบาท ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิ 206,000 ล้านบาท โดยผลขาดทุนเฉลี่ยต่อตันจะอยู่ที่ 4,274.43 บาท และหากดำเนินการระบายผลผลิตทางการเกษตรคงเหลือได้ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีจะทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ผลผลิตคงเหลือตามประกาศของกรมการค้าภายใน ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 มีเท่ากับ 121,000 ล้านบาท หากพิจารณาจากการคำนวณค่าเสื่อมสภาพ ซึ่งหลักการแล้วจะคิดค่าเสื่อมสภาพประมาณ 20% ต่อปี เป็นมูลค่า 21,000 ล้านบาท ทำให้มีมูลค่าทางบัญชีคงเหลือสุทธิประมาณ 100,000 ล้านบาท และ หากไม่เร่งระบายผลผลิตคงเหลือ จะทำให้มีภาระในการเก็บรักษาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสต๊อกข้าวโดยกระทรวงพาณิชย์ตลอดระยะเวลาโครงการอีกจำนวนประมาณ 33,000 ล้านบาท ทำให้ผลขาดทุนสุทธิของโครงการจะมีจำนวนรวม 260,000 ล้านบาท
สำหรับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำเงิน สภาพคล่องของธนาคารมาสำรองจ่ายในโครงการนี้ไปก่อนตลอดระยะเวลา 15 โครงการเป็นเงิน 450,000 ล้านบาท ได้รับการชำระหนี้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรแล้ว 198,000 ล้านบาท และ จากเงินงบประมาณ 45,500 ล้านบาท คงเหลือภาระหนี้สุทธิ 208,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ คณะกรรมการปิดบัญชีโครงการฯเสนอแนะว่า ควรอนุมัติจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน เพื่อชำระหนี้คืนแก่ธ.ก.ส.เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่เช่นนั้น ธ.ก.ส.อาจประสบปัญหาสภาพคล่องได้ขนะที่ คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาลได้จัดทำบทวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะปีการผลิต 2554/55 จำนวนทั้งสิ้น 14 แนวทาง โดยแนวทางหลักๆ คือ 1.โครงการดังกล่าวเป็นการอุดหนุนภาคการเกษตรที่มีลักษณะการเกิดภาระหนี้แบบปลายเปิดที่รัฐต้องตั้งงบประมาณชดเชยภายหลัง แต่รัฐบาลและประชาชนอาจมีข้อจำกัดในการรับรู้ภาระหนี้ในภาพรวมทั้งหมดจนกว่าจะจำหน่ายข้าวในโครงการเสร็จสิ้น ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาเกินกว่า 3-5 ปีที่สำคัญกระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ควรมีการจัดทำรายงานการเงินให้สามารถแสดงถึงผลกำไร(ขาดทุน)เป็นประจำทุกไตรมาส รวมถึง ผลการดำเนินงานรายโครงการเสนอต่อรัฐสภาคณะรัฐมนตรีเป็นประจำทุกปี
2.ภาวะเชิงสังคมที่สร้างแรงกดดันทางการเมือง ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นในการกำหนดราคาจำนำโครงการฯที่ไม่สอดคล้องและสูงกว่าราคาตลาด ซึ่งมีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดภาระรายจ่ายของรัฐ และ ภาวะขาดทุนจำนวนมากทั้งการอุดหนุนเกษตรกร และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น การสีแปรสภาพ การขนส่ง กักเก็บ ข้าวเสื่อมคุณภาพ ขายข้าวขาดทุน และ ข้าวสูญหายจากโกดัง เป็นต้น ขณะที่ หากรัฐบาลแก้ปัญหาโดยลดราคาจำนำลงมาใกล้เคียง หรือต่ำกว่าราคาตลาด ก็อาจเกิดปัญหาการประท้วงของเกษตรกร ดังนั้น ปริมาณการรับจำนำจึงเป็นตัวจักรสำคัญที่ไม่ทำให้กลไกของตลาดถูกแทรกแซงมากจนเกินไป โดยการกำหนดราคารับจำนำควรให้อยู่ในระดับที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรรับภาระอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดมากจนเกินไป และ ควรมุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างยั่งยืน
3.การรับจำนำในราคาสูงและไม่จำกัดปริมาณ เป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรเพิ่มรอบการผลิตมากขึ้นจาก 5 ครั้งใน 2 ปี เป็น 7 ครั้ง ใน 2 ปี ส่งผลให้ปริมาณข้าวในระบบเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ คุณภาพข้าวด้อยลง แต่สร้างภาระรัฐบาลในการจัดสรรเงินงบประมาณสำหรับโครงการจำนำข้าวในรอบปีการผลิตนั้นๆและปีต่อๆไปเพิ่มสูงขึ้น 4.รัฐบาลกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งผลกระทบที่ตามมา คือ เกิดการบิดเบือนราคาตลาด ตลาดข้าวเอกชน โดยเฉพาะตลาดกลางข้าวเปลือกถูกทำลาย โรงสีและผู้ส่งออกนอกโครงการไม่สามารถจัดหาซื้อข้าวได้เพียงพอ โรงสีในโครงการและผู้ส่งออกที่ชนะการประมูลข้าว จะมีการค้าขายข้าวที่มีข้อได้เปรียบโรงสีและผู้ส่งออกนอกโครงการ ตลอดจนราคาข้าวไทยที่แพงกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียตลาดส่งออกที่สำคัญ
5.การรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด โดยไม่จำกัดพื้นที่ผลิตและวงเงินรับจำนำเฉพาะรายที่ชัดเจน ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายต่อโครงการอย่างยิ่ง จึงควรมีมาตรการวางแผนรับจำนำที่ดี โดยเฉพาะประเด็นข้าวสวมสิทธิ์จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัญหามีแนวโน้มทวีสูงขึ้นหลังเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 ตลอดจน ปริมาณรับจำนำที่สูงเกินกว่าข้อเท็จจริง แต่คุณภาพข้าวต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ 6.เพื่อให้รัฐบาลสามารถประเมินข้อเท็จจริงว่าโครงการนี้ทำให้เกิดกำไรหรือขาดทุนจากการดำเนินงานเป็นเช่นใด ควรดำเนินโครงการลักษณะนี้อีกต่อไปหรือไม่ จึงควรที่หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องจะต้องมีการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องต่างๆเปรียบเทียบว่าสูงหรือต่ำกว่ารายได้ที่ได้จากการจำหน่ายข้าวที่สีแปรสภาพ หรือ ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินโครงการ 7.จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า ในหลายโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น องค์การตลาดเพื่อการเกษตรและองค์การคลังสินค้า เบิกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแต่ไม่ใช้ให้ครบถ้วนเหลือเบิกค้าง เป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีที่ไม่เป็นผลดี ทำให้ภาพลักษณ์ของโครงการเสียหาย จึงควรเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายอย่างเร่งด่วน รวมทั้ง มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการงานที่สูง |