หน้าแรก ข่าวธุรกิจ-การค้า
ข่าวธุรกิจ-การค้า



hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
พยุงศักดิ์จ่อฟ้องแพ่ง-อาญาแอบอ้าง ส.อ.ท.
ธุรกิจ-การค้า
Payongsak_Chatsuttipon_2ฝั่งพยุงศักดิ์ประชุมที่ศูนย์สิริกิติ์ ยันฟ้องร้องทางอาญาและทางแพ่ง กับกลุ่มที่แอบอ้างใช้สัญลักษณ์ส.อ.ท. และมีการแอบอ้างใช้ ชื่อ ของ ส.อ.ท. ชี้การประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท. วันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา ไม่มีกฎหมายตามพ.ร.บ.ส.อ.ท.ให้การรับรอง

ผู้สื่อข่าวรายงานได้จากศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. ก็ได้จัดการประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท. แบบคู่ขนานกับกลุ่มของนายธนิต โสรัตน์ ด้วยเช่นกัน โดยในการประชุมครั้งนี้ มีกรรมการส.อ.ท. เข้าร่วมประชุม 183คน และใช้เวลาการประชุมประมาณ 2ชั่วโมง

ต่อมานายพยุงศักดิ์ ได้เปิดแถลงข่าวหลังการประชุมว่า ที่ประชุมกรรมการส.อ.ท.ของฝ่ายตน ได้มีมติ ให้ดำเนินการทางกฎหมายทั้งการฟ้องร้องทางอาญาและทางแพ่ง กับกลุ่มที่แอบอ้างใช้สัญลักษณ์ส.อ.ท. และมีการแอบอ้างใช้ ชื่อ ของ ส.อ.ท. ในการให้สัมภาษณ์ในที่สาธารณะต่างๆ เพราะตาม พ.ร.บ. ส.อ.ท.ได้มีข้อบังคับห้ามในการแอบอ้าง ดังกล่าว เพราะทำให้ส.อ.ท.ได้รับความเสื่อมเสีย จึงต้องมีการดำเนินทางตามกฎหมาย ซึ่งมติดังกล่าวจะเริ่มมีผลหรือจะเริ่มทำการฟ้องร้องกับฝ่ายที่ทำให้ส.อ.ท. ได้รับความเสียหายหรือแอบอ้างใช้ชื่อว่าเป็นคนของส.อ.ท.ตั้งแต่วันที่25ธ.ค.เป็นต้นไป ส่วนการแอบอ้างใช้ตราสัญญลักษณ์หรือแอบอ้างว่าเป็นคนของส.อ.ท.ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่ายังไม่มีความผิดแต่อย่างใด

นายพยุงศํกดิ์ กล่าวอีกว่า ตนขอยืนยันว่าในการประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท. วันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา ไม่มีกฎหมายตามพ.ร.บ.ส.อ.ท.ให้การรับรอง จึง ถือว่าการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมติของกรรมการส.อ.ท.ของอีกฝ่ายที่แต่งตั้งบุคคลอื่นๆมาเป็นประธานส.อ.ท. ก็จะไม่มีผลทางกฏหมายแต่อย่างใด

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ในวันที่15ม.ค.2556 ตนในฐานะประธานส.อ.ท. ก็จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารของส.อ.ท.หรือกบ. และในวันที่28 ม.ค.2556 ตนก็จะเรียกประชุมคณะกรรการส.อ.ท.ซึ่งถือเป็นวาระปกติที่จะมีการประชุมประจำเดือนในทุกๆเดือน และในการประชุมคณะกรรมการส.อ.ท.เมื่อวันที่24ธ.ค.ที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีกรรมการส.อ.ท.บางคนไม่ยอมมาร่วมประชุม ซึ่งก็ถือว่ากรรมการส.อ.ท.ที่ไม่มาประชุมครั้งนี้ ถือว่าไม่มาทำหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกส.อ.ท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในฝั่งการประชุมของนายพยุงศักดิ์ ได้มีการขอกำลังเจ้าหน้าที่ ตำรวจกว่า 10 นายเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท. เนื่องจากกังวลว่าอาจมีเรื่องความไม่สงบในระหว่างการประชุมคณะกรรมการ แต่ในที่สุดกรรมการส.อ.ท.ฝั่งของนายธนิต ไม่ได้ยกคณะมาร่วมประชุมที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จึงไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นแต่อย่างใด

อย่างไรก้ตามนายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการส.อ.ท.และรักษาการประธานส.อ.ท.กล่าวว่า หากกลุ่มของนายพยุงศักดิ์ ขู่จะฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญา ในกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีบุคคลบางกลุ่มแอบอ้างใช้ตราสัญญลักษณ์หรือใช้ ชื่อส.อ.ท.ในการให้สัมภาษณ์ในสื่อๆต่าง กลุ่มของตนก็จะฟ้องร้องกลับกลุ่มนายพยุงศักดิ์เช่นกัน เพราะถือว่ากลุ่มนายพยุงศํกดิ์ก็เป็นกลุ่มที่แอบอ้างใช้ตราสัญญาลักษณ์

 
เมียนมาร์คลอดกฏหมายใหม่ดึงนักลงทุน
ธุรกิจ-การค้า
Myanmar-uttcสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยพาคณะนักธุรกิจดูลู่ทางการค้า การลงทุน ในสหภาพเมียนมาร์ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมาร์ชี้รัฐบาลเพิ่งคลอดกฏหมายว่าด้วยการลงทุนของ ด้านนักธุรกิจไทยให้จับตามองกฏหมายลูกหรือกฏกระทรวงที่จะออกตามมาในเดือนก.พ.2556 จะกำหนดให้สัดส่วนการร่วมทุนของชาวต่างชาติเท่าใด

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารของสภาหอการค้าฯ พร้อมตัวแทนนักธุรกิจไทยในทุกสาขารวม 20 คน เดินทางดูลู่ทางการลงทุนในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ โดยได้พบกับนายคัน ซอร์ รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนแห่งชาติและพัฒนาเศรษฐกิจ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ นายอู เนียน ถัน โอ รัฐมนตรีไฟฟ้าและอุตสาหกรรม นครย่างกุ้ง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสภาหอการค้าและอุตสาหกรรม(UMFCCI)เมียนมาร์ รวมทั้งนักธุรกิจชาวเมียนมาร์ที่ประชุมร่วมกัน โดยพบบรรยากาศของเมียนมาร์ในวันนี้เปิดรับการค้าและลงทุนจากต่่างประเทศ และรัฐบาลเมียนมาร์ยังได้คลอดกฏหมายว่าด้วยการลงทุนของต่างชาติฉบับใหม่ เมื่อเดือนพ.ย.ท่ีผ่านมา มีข้อชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติเสนอโครงการลงทุนผ่านทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของเมียนมาร์ ที่เรียกว่า Myanmar Investment Commition หรือ MIC ซึ่งมีหน้าที่คล้ายกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ของไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากเอ็มไอซีจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีใน 5 ปีแรก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังต้องจับตามองต่อว่าในเดือนก.พ.2556 จะมีการออกกฏกระทรวงหรือกฏหมายลูกตามออกมา ซึ่งเมื่อนั้นถึงจะระบุชัดเจนว่า สัดส่วนการเข้าร่วมลงทุนระหว่างชาวเมียนมาร์กับชาวต่างชาติจะเป็นเท่าไหร่ อย่างเช่นในแต่ละโครงการที่มาลงทุนในประเทศไทย จะให้ชาวต่างชาติถือหุ้น 49% คนไทย 51% ขณะที่ในเวียดนามให้ชาวต่างชาติลงทุนได้ 100% ก็ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะตัดสินใจออกมาอย่างไร

นอกจากนั้น ทางคณะที่เดินทางไปในครั้งนี้ได้ไปดูพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2538 จนถึงขณะนี้ถือว่ายังไม่มีการพัฒนามากเท่าใดนัก แต่ก็ถือว่าเป็นโครงการที่เริ่มต้นมาแล้วโดยนักธุรกิจชาวญีปุ่่นและเกาหลี แต่จากนี้เป็นต้นไปเมืื่อรัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศชัดเจนก็คงมีการเข้ามาลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและเกาหลี ทั้งนี้ ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวายังมีท่าเรือติละวา ที่มีศักยภาพรองรับเรือขนาดบรรจุ 20,000 เมตริกตัน โดยท่าเรือนี้ ถือเป็น 1 ใน 3 ของท่าเรือสำคัญของเมียนมาร์ อยู่ห่างนครย่างกุ้งเพียง 23 กิโลเมตร ขนส่งสินค้าผ่านทางแม่น้ำย่างกุ้ง โดยตั้งแต่รัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศและอนุญาติให้นำเข้ารถยนต์ได้ ก็ปรากฏว่ามีรถยนต์มือสองจากประเทศญี่ปุ่นหลายพันคันที่เข้ามาผ่านทางเรือแห่งนี้

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกรรมการ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เปิดเผยว่า เมือเมียนมาร์เปิดประเทศจะทำให้มีนักธุรกิจรายต่างๆ ของไทยสนใจมาลงทุนในเมียนมาร์มากขึ้น อย่างบริษัท น้ำตาลมิตรผล ก็อยากจะมาทำคอนแทรกฟาร์มมิ่งระบบการเพาะปลูกพืช ที่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ระหว่างฝ่ายเกษตรกรเจ้าของฟาร์มเพื่ิอปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลทรายอย่างที่ได้ลงไปลงทุนในประเทศจีนและลาวแล้ว เป็นต้น

นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้า ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวเมียนมาร์ตั้งแต่กลางประเทศลงมาจนถึงทางใต้ใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่ผลิตจากประเทศไทย ส่วนด้านเหนือของประเทศจะใช้สินค้าอุปโภคบริโภคของจีน ซึ่งมีความต้องการสินค้าไทยที่มีคุณภาพควบคู่ไปด้วย ซึ่งโอกาสที่จะบุกนำสินค้าไทยไปขายทางด้านเหนือของประเทศเมียนมาร์ได้จะต้องมีการพัฒนาโลจิสติกส์ และเปิดด่านชายแดน 5 แห่ง ซึ่งได้ผลักดันมา 5-6 ปีแล้ว ได้แก่ ด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด่านทวายบ้านพุ-น้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ด่่านเจดีย์ 3 องค์ จ.กาญจนบุรี ด่านห้วยต้นนุ่น จ.แม่ฮ่องสอน และด่านเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการขนส่งสินค้าไทยมากขึ้น จะเห็นได้จากปัจจุบันจากด่านแม่สอดไปถึงนครย่างกุ้ง มีระยะทางเพียง 460 กิโลเมตร และสามารถขึ้นไปถึงมัณฑะเลย์ในระยะทางอีก 600 กิโลเมตรได้ด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลเมียนมาร์ได้ออกนโยบายจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ 7 แห่ง ซึ่งในจำนวนนั้น 4 แห่งจะอยู่ติดประเทศไทย ซึ่งมีความเป็นไปได้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าแรงงานชาวเมียนมาร์ที่มาทำงานในไทยจะกลับประเทศกันหมดแน่ ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องรีบพิจารณานำเข้าแรงงานเมียนมาร์ที่ถูกกฏหมาย มีวีซ่าถูกต้องและเดินทางมาโดยเครื่องบินเพื่อนำเข้าแรงงานที่มาจากภาคกลางของเมียนมาร์ จากปัจจุบันจะมีเฉพาะแรงงานที่เป็นชนเผ่าที่อยู่ตามชายแดนติดกับไทย

นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าฯ กล่าวว่า การพาคณะนักธุรกิจเดินทางดูลูกทางการค้า การลงทุนในเมียนมาร์เพื่อติดตามข้อมูลล่าสุด เพราะจริงๆแล้วก็มีธุรกิจไทยที่ลงทุนอยู่ในเมียนมาร์อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นบริษัท ปตท. จำกัด มหาชน กลุ่มเอสซีจี และเครือซีพี แต่เมื่อเมียนมาร์มีนโยบายเปิดประเทศแน่นอน นักธุรกิจไทยก็คงต้องเดินทางมาดูหลายๆ รอบ เพื่อหาผู้ร่วมทุนที่รู้จักและเชื่อถือได้ และอย่าไปตามกระแสหรือทะเล่อทะล่าโดยเด็ดขาด

 
บุญทรงทำมึนเลื่อนแถลงผลสอบระบายข้าว
ธุรกิจ-การค้า
Boonsong_3อ้างคณะทำงานยังไม่พร้อม หลังผู้ส่งออกตบเท้าให้ข้อมูลซื้อข้าวรัฐบาลก่อน ด้านคืบหน้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทะลักเข้าโครงการแล้ว 4 ล้านตันข้าวเปลือกสมทบสต๊อกข้าวหลวงที่มีอยู่ 13-14 ล้านตันข้าวสาร เชื่อสต๊อกบวมกลายเป็นแรงกดดันราคาข้าวปีหน้าหลังผู้ซื้อรอไทยระบายข้าว

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการสอบถามคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ที่มีนางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พบว่าอยู่ระหว่างการทำรายละเอียดข้อสรุป จึงทำให้ไม่สามารถแถลงข่าวผลตรวจสอบได้วันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าอย่างช้าที่สุด ภายในวันที่ 21 ธ.ค.นี้จะแล้วเสร็จ และพร้อมแถลงผลการตรวจสอบทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การทำงานของคณะกรรมการฯ ได้เชิญบริษัทผู้ส่งออกข้าวที่เคยซื้อข้าวจากรัฐบาลในช่วง 3 ปีย้อนหลังมาให้ข้อมูล แต่พบว่าบริษัทส่วนใหญ่จะให้เจ้าหน้าที่ระดับปฎิบัติงานมาให้ข้อมูล ทำให้ไม่ได้รายละเอียดมากเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯได้เน้นการตรวจสอบเอกสารการซื้อขายเป็นหลัก ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายคือให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และเงื่อนไขการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่าน โดยเฉพาะกรณีการขายเป็นการทั่วไปให้กับผู้ประกอบการในประเทศ และการขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ว่ามีขั้นตอนการทำสัญญาอย่างไร ได้ดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ และมีเอกสารหรือบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง โดยคณะกรรมการสา มารถเรียกข้อมูล เอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานรัฐและเอกชนมาตรวจสอบ รวมถึงเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบได้

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สต๊อกข้าวสารของรัฐบาลปัจจุบันน่าจะมีประมาณ 13-14 ล้านตัน ตามปริมาณการรับจำนำข้าวฤดูกาลที่ผ่านมา 19 ล้านตันข้าวเปลือก และปัจจุบันมีข้าวจากโครงการรับจำนำนาปี 55/56 ปริมาณ 4 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวที่เหลือจากรัฐบาลชุดก่อนประมาณ 2 ล้านตัน ซึ่งปริมาณข้าวจำนวนมาก และจะเป็นแรงกดดันให้ราคาข้าวไทยในตลาดโลกไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงมีโอกาสที่ราคาจะลดต่ำลงต่อเนื่อง เพราะผู้ซื้อต่างประเทศจะเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อจากเดิมที่จะซื้อเพื่อเติมสต๊อกไว้ล่วงหน้ามาเป็นการซื้อเพื่อบริโภคแทน เพราะรู้ว่ามีสต๊อกที่ไทยเก็บรักษาไว้มาก ทำให้ปริมาณค วามต้องการข้าวในตลาดไม่เคลื่อนไหวเท่าที่ควร

"การส่งออกข้าวปีนี้ จากสถิติการส่งออกทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 6.9 ล้านตัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับปริมาณข้าวที่รัฐบาลเคยประกาศว่าได้ระบายผ่านแบบจีทูจีได้จำนวนมาก ทำให้มองว่าขณะนี้ข้าวไทยกำลังเผชิญกับปัญหาราคาสูงจนตลาดไม่ตอบรับ ทางออกหนึ่งคือต้องวัดใจว่ารัฐบาลจะกล้าระบายข้าวออกมาในราคาใกล้เคียงกับตลาดโลกหรือไม่ โดยราคาตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ440-450 เหรียญสหรัฐฯสำหรับข้าวขาว ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการรับจำนำที่จะต้องอยู่ที่ตันละ 800 เหรียญฯ เพราะหากระบายตามราคาตลาด รัฐบาลต้องขาดทุนมหาศาล แต่อีกทางถ้าไม่ทำอะไรก็ต้องแบกสต๊อกข้าวไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกลับมาเป็นแรงกดดันราคาข้าวในที่สุด" นายชูเกียรติ

 
ยอดขายเครื่องสำอางผู้ชายเกาหลีใต้แตะ 3 พันล้านบาท
ธุรกิจ-การค้า
Korean_cosmeticsปลุกกระแสผู้ชายชาวเกาหลีใต้ใช้เงินปีละไม่ต่ำกว่า 900 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3 พันล้านบาทไปกับ การซื้อเครื่องสำอาง ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 5 ของยอดขายเครื่องสำอางชายทั่วโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากศิลปินวัยรุ่นเกาหลีใต้หรือ เค-ป๊อป ทั้งหญิงและชายประสบความสำเร็จอย่างสูงทั่วทั้งเอเชียและทั่วโลก ธุรกิจเครื่องสำอางสำหรับผู้ชาย ก็พลอยฮอตฮิตติดกระแสไปด้วย จากตัวเลขของบริษัทสำรวจวิจัย ยูโรมอนิเตอร์ พบว่า ผู้ชายชาวเกาหลีใต้ใช้เงินปีละไม่ต่ำกว่า 900 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3,000 ล้านบาทไปกับ การซื้อเครื่องสำอาง ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 5 ของยอดขายเครื่องสำอางชายทั่วโลก ตัวเลขดังกล่าวดูเหมือนขัดแย้งกับวัฒนธรรมของชาวเกาหลีใต้ที่ค่อนข้างหัวโบราณ แต่เหตุผลของความเปลี่ยนแปลง ที่พอจะอธิบายได้ก็คือ หนุ่มเกาหลีใต้ยอมรับว่า "ความหล่อ" หรือ การทำตัวเองให้ดูดี เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความประทับใจ ต่อทั้งเพศตรงข้าม และแม้กระทั่งนายจ้าง หนุ่ม คิม แจ ยัง วัย 24 ปีบอกว่า เพื่อนๆ กำลังนิยมการแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ โดยบางคนถึงขั้นใช้รองพื้น กรีดอายไลเนอร์ และมาสคาร่า เช่นเดียวกับผู้หญิง

บริษัทเครื่องสำอาง อามอร์ แปซิฟิก ซึ่ง ครองตลาดเครื่องสำอางในเอเชีย ระบุว่า การขยายตัวของตลาดเครื่องสำอาง ในเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นปีละราว 15% เท่ากับการขยายตัวของตลาดเครื่องสำอาง ทั่วเอเชียโดยเฉพาะในมาเลเซีย และประเทศไทย โดย มีการใช้พรีเซนเตอร์ ศิลปินเคป๊อป ยอดนิยมมาดึงดูดลูกค้า แต่กระนั้นคุณภาพของสินค้าก็เป็นตัวกำหนดเช่นกัน โดย อเล็กซ์ กัน สไตลิสต์ชื่อดังของมาเลเซีย ระบุว่าเครื่องสำอางเพื่อผู้ชาย ที่เป็นแบรนด์ดังจากประเทศตะวันตกนั้น ไม่เหมาะสมกับหนุ่มๆ เอเชีย เพราะเนื้อครีมที่หนากว่า

ทั้งนี้ มูลค่าตลาดสินค้าเครื่องสำอางในเกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 4,400 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งออกอยู่ที่ 775 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มเป็นสองเท่าทุกปีตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่จีน และ ประเทศอาเซียน.

 
ราคาคะน้า ผักบุ้ง ผักกาดขาวแพงเท่าตัว
ธุรกิจ-การค้า
vegettableแม่ค้าโอด พายุหลงฤดูทำสวนผักเน่า ดัน ส่วนหมู ไข่ไก่ เซ็งราคาตกต่ำขาดทุนยาว 6 เดือน จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาอาหารสัตว์แพง ขู่เลิกเลี้ยงทำวงจรหมูสะดุด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ พ่อค้าแม่ค้าอาหารปรุงสำเร็จในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ได้ร้องเรียนมากว่า กำลังประสบปัญหาผักสดราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะผักชนิดใบที่นิยมบริโภค อย่างผักคะน้า ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ได้ปรับสูงขึ้นกว่าปกติถึงกิโลกรัม (กก.) ละ 20-30 เพราะในช่วงที่ผ่านมา เกิดพายุฝนหลงฤดู ฝนตกหนักจนทำให้พื้นที่ปลูกผักได้รับความเสียหาย จากปกติเดือนธ.ค.จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วแต่ปีนี้ยังมีฝนตกมาก ประกอบกับ อยู่ช่วงเปลี่ยนผลัดรุ่นการปลูก ที่ทำให้ผลผลิตออกน้อยลง ส่งผลให้ผักราคาสูงขึ้น

ขณะที่กรมการค้าภายใน ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้ผักคะน้า ผักบุ้งจีน ผักกวางตุ้งแพงผิดปกติ เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนทําให้ผักบางส่วนเป็นโรคเชื้อราน้ำค้าง และแบคทีเรีย เสียหายจำนวนมาก และออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ราคาผักกาดขาวปลีสูงขึ้น เพราะสภาพอากาศร้อนจัด และมีฝนตก ทําให้ผลผลิตเสียหาย ส่วนผักชีมีสาเหตุสภาพอากาศที่แปรปรวน อีกทั้งยังเกิดปัญหาการปลูกซ้ำจนผลผลิตยืนต้นเหลืองตาย ขณะที่แปลงที่เริ่มปลูกใหม่ก็เป็นโรคเชื้อราน้ำค้าง ผลผลิตเสียหายและราคาปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับราคาล่าสุด ผักคะน้า กก.50-60 บาท จากสัปดาห์ก่อน กก.ละ 30-35 บาท ผักบุ้งจีนกก.ละ 45-50 บาท เพิ่มจากกก.ละ 18-25 บาท ผักกวางตุ้งกก.ละ 40-45 บาท เพิ่มจากกก.ละ 25-28 บาท ผักกาดขาวปลี กก.ละ 35-40 บาท เพิ่มจาก กก.ละ18-28 บาท กะหล่ำปลี กก.ละ18-20 บาท เพิ่มจาก กก.ละ 10-18 บาท และผักชี กก.ละ 250-260 บาท เพิ่มจาก กก.ละ 160-170 บาท

ขณะที่ราคาเนื้อหมู และไข่ไก่กลับตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดราคาแนะนำเนื้อหมูอยู่ที่กก. 104 บาท ลดจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ กก. 111 บาท ขณะที่ไข่ไก่เบอร์ 3 ลดจากฟองละ 2.85-2.95 บาท เหลือฟองละ 2.75-2.85 บาท เพราะไข่ไก่มีผลผลิตออกมามากเกินความต้องการ ทำให้ผู้เลี้ยงต้องปรับราคาขายลง เช่นเดียวกับเนื้อหมูที่มีผลผลิตเกินความต้องการ อีกทั้งประชาชนยังหันไปบริโภคอาหารโปรตีนชนิดอื่นเพิ่ม ทำให้ต้องขายราคาต่ำลง และประสบปัญหาขาดทุน

ด้านนายกิดดิวงศ์ สมบุญธรรม ที่ปรึกษาผู้ประกอบการเลี้ยงสุกรอาเซียน กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาราคาเนื้อหมูราคาตกต่ำโดยเร็ว เพราะผู้เลี้ยงขาดทุนมายาวนาน 5-6 เดือนแล้ว และยิ่งปัจจุบันราคายังตกต่ำลงอีก โดยขายหมูเป็นได้เพียง กก.ละ 50-52 บาท จากต้นทุนการเลี้ยงที่ กก.ละ 60 บาท หากไม่ได้รับการแก้ไขผู้เลี้ยงรายย่อยอาจเลิกเลี้ยงได้ โดยสาเหตุที่ทำให้เนื้อหมูราคาตกต่ำ เนื่องจากยังมีปริมาณผลผลิตสูงเกินความต้องการที่บริโภคอยู่ จากปกติที่ต้องการบริโภควันละ 40,000 ตัว

สำหรับแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไข คือ ลดต้นทุนการผลิต เพราะขณะนี้ผู้เลี้ยงกำลังเดือดร้อนจากราคาอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น แม้รัฐบาลมีนโยบายนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อช่วยลดต้นทุน แต่ยังล่าช้าอยู่ ประกอบกับ ราคากากถั่วเหลืองตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนผู้เลี้ยงไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ต้องการให้รัฐบาลลดผลผลิตส่วนเกิน ด้วยการเชื่อมโยงเนื้อหมูจากเกษตรกร ไปขายตามสถานที่ราชการโดยตรง เพื่อลดปัญหาการค้ากำไรจากพ่อค้าคนกลาง และยังช่วยให้ราคาเนื้อหมูถูกลงส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถบริโภคเนื้อหมูได้ เพิ่มขึ้น หลังจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ค่อยดีจนคนบริโภคเนื้อหมูน้อย

นอกจากนี้ ยังต้องการให้ช่วยเหลือเรื่องสภาพคล่อง เพราะจากการที่ผู้เลี้ยงสุกรขาดทุนเป็นเวลานาน ทำให้บางรายต้องเร่งขายเนื้อหมูก่อนกำหนดเพื่อนำเงินไปจ่ายดอกเบี้ยค้างชำระ ส่งผลให้ผู้เลี้ยงขายหมูได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น และทำให้มีเนื้อหมูเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งต้องการเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือในค่าบริหารจัดการแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตร (คชก.) อีก 60 ล้านบาท

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย