สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยพาคณะนักธุรกิจดูลู่ทางการค้า การลงทุน ในสหภาพเมียนมาร์ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมาร์ชี้รัฐบาลเพิ่งคลอดกฏหมายว่าด้วยการลงทุนของ ด้านนักธุรกิจไทยให้จับตามองกฏหมายลูกหรือกฏกระทรวงที่จะออกตามมาในเดือนก.พ.2556 จะกำหนดให้สัดส่วนการร่วมทุนของชาวต่างชาติเท่าใด
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารของสภาหอการค้าฯ พร้อมตัวแทนนักธุรกิจไทยในทุกสาขารวม 20 คน เดินทางดูลู่ทางการลงทุนในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ โดยได้พบกับนายคัน ซอร์ รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนแห่งชาติและพัฒนาเศรษฐกิจ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ นายอู เนียน ถัน โอ รัฐมนตรีไฟฟ้าและอุตสาหกรรม นครย่างกุ้ง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสภาหอการค้าและอุตสาหกรรม(UMFCCI)เมียนมาร์ รวมทั้งนักธุรกิจชาวเมียนมาร์ที่ประชุมร่วมกัน โดยพบบรรยากาศของเมียนมาร์ในวันนี้เปิดรับการค้าและลงทุนจากต่่างประเทศ และรัฐบาลเมียนมาร์ยังได้คลอดกฏหมายว่าด้วยการลงทุนของต่างชาติฉบับใหม่ เมื่อเดือนพ.ย.ท่ีผ่านมา มีข้อชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติเสนอโครงการลงทุนผ่านทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของเมียนมาร์ ที่เรียกว่า Myanmar Investment Commition หรือ MIC ซึ่งมีหน้าที่คล้ายกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ของไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากเอ็มไอซีจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีใน 5 ปีแรก เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังต้องจับตามองต่อว่าในเดือนก.พ.2556 จะมีการออกกฏกระทรวงหรือกฏหมายลูกตามออกมา ซึ่งเมื่อนั้นถึงจะระบุชัดเจนว่า สัดส่วนการเข้าร่วมลงทุนระหว่างชาวเมียนมาร์กับชาวต่างชาติจะเป็นเท่าไหร่ อย่างเช่นในแต่ละโครงการที่มาลงทุนในประเทศไทย จะให้ชาวต่างชาติถือหุ้น 49% คนไทย 51% ขณะที่ในเวียดนามให้ชาวต่างชาติลงทุนได้ 100% ก็ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะตัดสินใจออกมาอย่างไร
นอกจากนั้น ทางคณะที่เดินทางไปในครั้งนี้ได้ไปดูพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2538 จนถึงขณะนี้ถือว่ายังไม่มีการพัฒนามากเท่าใดนัก แต่ก็ถือว่าเป็นโครงการที่เริ่มต้นมาแล้วโดยนักธุรกิจชาวญีปุ่่นและเกาหลี แต่จากนี้เป็นต้นไปเมืื่อรัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศชัดเจนก็คงมีการเข้ามาลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและเกาหลี ทั้งนี้ ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวายังมีท่าเรือติละวา ที่มีศักยภาพรองรับเรือขนาดบรรจุ 20,000 เมตริกตัน โดยท่าเรือนี้ ถือเป็น 1 ใน 3 ของท่าเรือสำคัญของเมียนมาร์ อยู่ห่างนครย่างกุ้งเพียง 23 กิโลเมตร ขนส่งสินค้าผ่านทางแม่น้ำย่างกุ้ง โดยตั้งแต่รัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศและอนุญาติให้นำเข้ารถยนต์ได้ ก็ปรากฏว่ามีรถยนต์มือสองจากประเทศญี่ปุ่นหลายพันคันที่เข้ามาผ่านทางเรือแห่งนี้
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกรรมการ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เปิดเผยว่า เมือเมียนมาร์เปิดประเทศจะทำให้มีนักธุรกิจรายต่างๆ ของไทยสนใจมาลงทุนในเมียนมาร์มากขึ้น อย่างบริษัท น้ำตาลมิตรผล ก็อยากจะมาทำคอนแทรกฟาร์มมิ่งระบบการเพาะปลูกพืช ที่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ระหว่างฝ่ายเกษตรกรเจ้าของฟาร์มเพื่ิอปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลทรายอย่างที่ได้ลงไปลงทุนในประเทศจีนและลาวแล้ว เป็นต้น
นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้า ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวเมียนมาร์ตั้งแต่กลางประเทศลงมาจนถึงทางใต้ใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่ผลิตจากประเทศไทย ส่วนด้านเหนือของประเทศจะใช้สินค้าอุปโภคบริโภคของจีน ซึ่งมีความต้องการสินค้าไทยที่มีคุณภาพควบคู่ไปด้วย ซึ่งโอกาสที่จะบุกนำสินค้าไทยไปขายทางด้านเหนือของประเทศเมียนมาร์ได้จะต้องมีการพัฒนาโลจิสติกส์ และเปิดด่านชายแดน 5 แห่ง ซึ่งได้ผลักดันมา 5-6 ปีแล้ว ได้แก่ ด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด่านทวายบ้านพุ-น้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ด่่านเจดีย์ 3 องค์ จ.กาญจนบุรี ด่านห้วยต้นนุ่น จ.แม่ฮ่องสอน และด่านเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการขนส่งสินค้าไทยมากขึ้น จะเห็นได้จากปัจจุบันจากด่านแม่สอดไปถึงนครย่างกุ้ง มีระยะทางเพียง 460 กิโลเมตร และสามารถขึ้นไปถึงมัณฑะเลย์ในระยะทางอีก 600 กิโลเมตรได้ด้วย
นอกจากนี้ รัฐบาลเมียนมาร์ได้ออกนโยบายจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ 7 แห่ง ซึ่งในจำนวนนั้น 4 แห่งจะอยู่ติดประเทศไทย ซึ่งมีความเป็นไปได้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าแรงงานชาวเมียนมาร์ที่มาทำงานในไทยจะกลับประเทศกันหมดแน่ ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องรีบพิจารณานำเข้าแรงงานเมียนมาร์ที่ถูกกฏหมาย มีวีซ่าถูกต้องและเดินทางมาโดยเครื่องบินเพื่อนำเข้าแรงงานที่มาจากภาคกลางของเมียนมาร์ จากปัจจุบันจะมีเฉพาะแรงงานที่เป็นชนเผ่าที่อยู่ตามชายแดนติดกับไทย
นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าฯ กล่าวว่า การพาคณะนักธุรกิจเดินทางดูลูกทางการค้า การลงทุนในเมียนมาร์เพื่อติดตามข้อมูลล่าสุด เพราะจริงๆแล้วก็มีธุรกิจไทยที่ลงทุนอยู่ในเมียนมาร์อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นบริษัท ปตท. จำกัด มหาชน กลุ่มเอสซีจี และเครือซีพี แต่เมื่อเมียนมาร์มีนโยบายเปิดประเทศแน่นอน นักธุรกิจไทยก็คงต้องเดินทางมาดูหลายๆ รอบ เพื่อหาผู้ร่วมทุนที่รู้จักและเชื่อถือได้ และอย่าไปตามกระแสหรือทะเล่อทะล่าโดยเด็ดขาด |