หน้าแรก จับกระแสข่าว ข่าวธุรกิจการค้า
ธุรกิจ-การค้า



hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
หอการค้าไทยผุดศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจการค้า
ธุรกิจ-การค้า
Vichai_Assaratsakornนำร่องประเมินส่งออกปีนี้ คาดโตได้อย่างเก่งแค่ 1% พร้อมประเมินเศรษฐกิจไทยปี 56 โต 4.5% ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เหตุมีปัจจัยเสี่ยงรุมเพียบ ทั้งเศรษฐกิจโลก การเมืองในประเทศ ขึ้นค่าแรง 300 บาท และขึ้นค่าพลังงาน แนะรัฐเร่งลงทุน กระตุ้นการบริโภค

นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ จัดตั้งศูนย์วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการค้า เพื่อติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะเน้นการติดตามสถานการณ์และการเตือนภัย ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ซึ่งจะทำออกมาทุก 3 เดือน แต่หากมีเหตุการณ์พิเศษก็จะแจ้งสถานการณ์ในทันที เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอปัญหาต่อรัฐบาลเพื่อนำไปพิจารณาแก้ไขต่อไป

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้ติดตามปัญหาผลกระทบจากวิกฤตในยูโรโซน พบว่า สินค้าที่มีปริมาณและมูลค่าสูงในการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มยูโรโซน เช่น อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเลคทรอนิกส์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และยางพารา ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง เพราะความต้องการสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิตลดลง โดยมูลค่าการส่งออกในช่วง 9 เดือนของปี 55 (ม.ค.-ก.ย.) อยู่ที่ 172,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.1% ซึ่งจากการติดตามและประเมินผลจากผู้ส่งออกกลุ่มต่างๆ เห็นว่าการส่งออกไทยน่าเป็นห่วง เพราะ 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ หากมูลค่าส่งออกไม่ติดลบ และทำได้เฉลี่ยเดือนละ 17,000-19,000 ล้านเหรียญฯ อัตราการขายตัวของการส่งออกไทยปีนี้น่าจะโตได้ประมาณ 1% เท่านั้น ต่ำกว่าที่กระทรวงพาณิชย์คาดไว้ว่าจะโตได้ 5% ด้วยซ้ำ

ด้านนางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า วิกฤตยูโรโซนจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีรายได้ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ยางพาราและเหล็ก ต้องระมัดระวังต่อไป แม้ราคาของสินค้าเหล่านี้จะปรับตัวลดลงมากแล้วในปี 55 ขณะที่กลุ่มอาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ยังได้รับผลกระทบ รวมทั้งอิเล็กทรอนิกส์และเคมีภัณฑ์ ส่วนท่องเที่ยว ก็น่าห่วง หากวิกฤตยูโรรุนแรงขึ้นในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่จะเข้ามาไทย

ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์ฯ ได้ประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 56 คาดจะขยายตัวเพียง 4.5% ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปี 54 ขยายตัว 5.6% และปี 55 คาดขยายตัว 5.4% ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะมีปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หากไม่มีการรับมือให้ดี เศรษฐกิจไทยมีมีความเสี่ยงสูง

สำหรับปัจจัยลบที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 56 มาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังไม่ฟื้นตัว และกำลังเข้าสู่ปัญหาหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ สูญเสียแรงขับเคลื่อนทางการคลังที่ฉับพลันและรุนแรง แม้จะมีการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 (คิวอี3) รวมทั้งยังมีปัญหาเสถียรภาพการเมืองโลก เช่น สหรัฐฯ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนจีนกับญี่ปุ่น ปัญหาการว่างงานสหรัฐฯ และยุโรป ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ภัยทางธรรมชาติ เป็นต้น

ส่วนปัจจัยลบภายในประเทศ อยู่ที่เสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมประท้วง หากยืดเยื้อและรุนแรงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และต้องจับตาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่ามากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ภัยธรรมชาติ การขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรม ที่สำคัญปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปรับค่าแรงวันละ 300 บาททั่วประเทศ รวมไปถึงการปรับขึ้นของราคาพลังงาน ไฟฟ้า ค่าขนส่ง เป็นต้น

"เศรษฐกิจไทยปีหน้ายังมีความเสี่ยงสูง รัฐบาลต้องเร่งใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการใช้งบประมาณขาดดุล 300,000 ล้านบาท การใช้เงินพ.ร.ก.เงินกู้ 350,000 ล้านบาทในการดูแลน้ำท่วม ที่ทุกอย่างจะต้องทำได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 56 ต้องดูแลอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม โดยคาดว่าดอกเบี้ยน่าจะลดลงได้อีก หรือให้ทรงตัวอยู่ในระดับ 2.5-3.25% และต้องมุ่นเน้นการเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพให้กับประชาชน เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น ค่าแรง 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท การรับจำนำข้าว หากรัฐบาลทำได้เร็ว เชื่อว่าเศรษฐกิจปี 56 น่าจะโตได้ 4.5% ภายใต้กรอบ 4-5%" นายธนวรรธน์กล่าว

สำหรับภาคการส่งออกปี 56 คาดว่าจะมีมูลค่า 243,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.4% จากปี 55 ที่คาดจะโต 3.5% มูลค่า 226,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้ามูลค่า 241,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.1% จากปี 55 ที่คาดจะมีมูลค่า 219,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ดุลการค้า 2,331 ล้านเหรียญสหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 5,089 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเงินเฟ้อ 3.58% อัตราแลกเปลี่ยนคาดจะอยู่ที่ระดับ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนการท่องเที่ยว คาดจะมีนักท่องเที่ยวมาไทย 22 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.5-8% รายได้ 966,000 ล้านบาทถึง 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19-19.5%

 
นิวัฒน์ธำรงชี้รัฐบาลไทยไม่ลงทุนทวายโดยตรง
ธุรกิจ-การค้า
NiwatThamrong_Boonsongpaisanยันคุยอิตาเลียนไทยแล้ว ชี้เข้าใจตรงกันว่ารัฐไม่มีหน้าที่เข้าไปลงทุน แต่จะช่วยเชิญชวนนักลงทุนไทย-ต่างชาติมาลงทุนในทวาย แจงรูปแบบการลงทุนในทวายใช้วิธีการตั้งบริษัทร่วมทุนรัฐวิสาหกิจ – เอกชน ชี้คงสิทธิสัมปทานอิตาเลียนไทย

นายนิวัตน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีการลงทุนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องว่าตนได้หารือตนได้มีโอกาสหารือกับตัวแทนของบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ด้วยตนเองและได้มีการทำความเข้าใจร่วมกันว่ารูปแบบการช่วยเหลือของรัฐบาลเพื่อให้โครงการทวายเดินหน้าต่อไปได้ คือรัฐบาลจะเป็นผู้ที่ช่วยดูในเรื่องของเงื่อนไข กฎระเบียบ การส่งเสริมการลงทุนต่างๆที่เหมาะสมกับโครงการ รวมทั้งช่วยชักชวนนักลงทุนทั้งผู้ประกอบการไทย และนักลงทุนต่างประเทศก็มีความสนใจที่จะเข้ามาลง ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจในทุกๆโครงการ ทั้งถนน ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งแผนการลงทุนทั้งหมดกำลังอยู่ในการจัดทำรายละเอียดคาดว่าภายใน 3 เดือนจะเห็นความชัดเจน

"ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีภาคเอกชนและวิสาหกิจที่สนใจเข้าไปลงทุน ในการก่อสร้างถนนที่เชื่อมต่อจากชายแดนบริเวณบ้านพุน้ำร้อนของไทย ไปยังทวาย หลังจากมีการลงทุนก็จีการเก็บค่าใช้บริการถนน เช่นเดียวกับระบบราง เช่น โครงการรถไฟ และรถไฟความเร็วสูง ส่วนโครงการถนนมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี บ้านพุน้ำร้อน อยู่ในแผนที่รัฐบาลไทยจะลงทุนเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนและการเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งไปยังชายแดน"

ทั้งนี้โครงการทวายในระยะแรกที่จะแล้วเสร็จภายในปี 2558 ได้แก่ โครงการท่าเรือ โครงการถนน ไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภคอื่นๆที่จำเป็น และอุตสาหกรรมบางส่วนที่มีการลงทุนในเฟสแรก ซึ่งระหว่างนี้ก็จะมีการเตรียมพื้นที่ที่จะให้ภาคเอกชนเข้าไปเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในบางส่วนด้วย

นายนิวัตน์ธำรงกล่าวว่ารูปแบบการลงทุนในโครงการทวายจะแบ่งโครงการต่างๆออกเป็นโครงการย่อย เช่น โครงการถนน โครงการท่าเรือ และมีการตั้งบริษัทร่วมทุนเข้ามาเป็นผู้ลงทุนในโครงการนั้นๆ ทั้งนี้สิทธิในสัมปทานของบริษัท อิตาเลียนไทย ก็ยังคงอยู่ และอิตาเลียนไทย ก็จะเป็นผู้ร่วมลงทุนในโครงการต่างๆด้วย สำหรับการกู้เงินมาใช้ในการลงทุน บริษัทที่ตั้งขึ้นมาก็สามารถที่จะเข้าไปกู้เงินจากธนาคารต่างๆเพื่อมาลงทุนในโครงการนั้นๆ ได้โดยรัฐบาลไม่มีความจำเป็นที่จะเข้าไปค้ำประกัน โครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการพัฒนาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการลงทุนของภาคธุรกิจแต่ละบริษัทก็สามารถที่จะหา เงินกู้มาลงทุนเหมือนการกู้เงินเพื่อลงทุนของบริษัทเอกชนทั่วๆไป

"รัฐบาลไม่มีหน้าที่ไปลงทุนแข่งกับเอกชน ถ้ารัฐบาลจะทำก็คือผ่านการลงทุนในเรื่องรัฐวิสาหกิจ ไม่มีโครงการไหนที่รัฐบาลไปลงทุนเองยกเว้นสาธารณูปโภคซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องลงทุน ส่วนการลงทุนในโครงการทวายก็จะเป็นรูปแบบของบริษัทร่วมทุนซึ่งอาจจะมีทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจร่วมลงทุนโดยไม่มีภาครัฐเข้าไปถือหุ้น"

 
บุญทรงย้ำทำเอ็มโอยูขายข้าวจีนไม่เร่งรีบ
ธุรกิจ-การค้า
Boonsong_3ฟุ้งจีบอีก 2-3 ประเทศซื้อข้าวไทย พร้อมดำเนินคดีโรงสี จ.อุบลราชธานี ผู้ส่งออกย้ำหากไม่ปรับนโยบายรับจำนำใน 2-3 ปี อุตสาหกรรมข้าวไทยด้อยลงแน่

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ถึงการทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีนปีละ 5 ล้านตันระยะเวลา 3 ปีว่า ได้หารือกับรัฐบาลจีนมานานแล้ว ไม่ได้รีบร้อนให้ครม.เห็นชอบ นอกจากนั้น อยู่ระหว่างเจรจากับอีก 2-3 ประเทศ และน่าจะเซ็นสัญญาซื้อขายในเร็วๆ นี้

ด้านนางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การทำเอ็มโอยูกับจีนเป็นการรับประกันว่า ผู้ขายจะสามารถขายข้าวได้ และผู้ซื้อจะได้ข้าวตามที่ต้องการแน่นอน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า มีอีกหลายประเทศที่ต้องการซื้อข้าวจากไทย แม้จะมีราคาสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ไม่ใช่ข้าวในสต๊อกรัฐขายไม่ออกเหมือนอย่างที่หลายฝ่ายกล่าวหา

ส่วนการประชุมกขช.นั้น ที่ประชุมได้สั่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 2 ชุด เพื่อดูแลเงินทุนหมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 55/56 และคณะอนุกรรมการดูแลบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว หลังจากได้รับการร้องเรียนว่า ในการรับจำนำโครงการที่ผ่านๆ มา บริษัทเซอร์เวยเยอร์์บางรายไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพข้าวในโครงการรับจำนำตามมาตรฐาน ซึ่งหากมีการตรวจสอบพบจะต้องถูกขึ้นบัญชีดำ และสั่งพักใบอนุญาต 3-6 เดือน"

ด้านนางวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กขช.มีมติให้กรมการค้าภายในส่งฟ้องดำเนินคดีกับโรงสีข้าวไตรหิรัญ 2555 ต. กุดชมพู อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ที่นำข้าวที่เกษตรกรนำมาจำนำไปขายโดยไม่มีใบเบิกสินค้าถึง 2 ครั้งรวม 1,500 ตัน และสั่งให้ออกจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 55/56 แล้ว สำหรับความคืบหน้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 55/56 ที่เริ่มจำนำตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.55 นั้น ล่าสุดมีข้าวเข้าโครงการแล้ว 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก ได้้สีแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วทั้งหมด ส่งผลให้มีโกดังกลาง และคลังกลางสำหรับเก็บข้าวในโครงการรับจำนำได้อีก 13.5 ล้านกระสอบ

นางสาวกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวในการเสวนาหัวข้อ "ทิศทางการปฏิรูปนโยบายข้าวไทยในอนาคต" ว่า วันนี้ไทยคงไม่ได้เป็นเบอร์ 1 ในด้านการส่งออกข้าว ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะบริหารจัดการ ข้าวกองโตในสต๊อกรัฐอย่างไร หากสามารถจัดการได้โดยการขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือปล่อยให้เอกชนนำไปขายในราคาถูก ไทยก็กลับมาเป็นเบอร์ 1 ในการส่งออกข้าวได้แน่ แต่หากไม่มีการปรับนโยบายการรับจำนำภายใน 2-3 ปี อุตสาหกรรมข้าวไทยจะด้อยลงไป ส่วนนายวลิต เจริญสมบัติ ประธานศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน อ.เมือง จ.ราชบุรี กล่าวว่า นโยบายการอุดหนุนราคาข้าวของทุกรัฐบาล เป็นนโยบายที่ทำลายให้เกษตรกรอ่อนแอลงเรื่อย ทำให้มีการทุจริตตั้งแต่รากหญ้า ถ้าการเมืองจริงใจ ไม่ห่วงคะแนนเสียง ต้องเลิกออกนโยบายมอมเมาเกษตรกร และหันมากำหนดทิศทางข้าวไทยส่งเสริมให้วิถีชีวิตเกษตรกรดีขึ้น

 
พาณิชย์หน้ามืดชงครม.รับซื้อข้าวเขมร
ธุรกิจ-การค้า
rice_3พาณิชย์มาแปลก เตรียมชงครม.ตั้งเขตพิเศษแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แย่งซื้อข้าวเปลือกมาสีขาย ชี้ดีกว่าปล่อยให้ไหลไปเวียดนามแล้วมาขายทุบราคา ยันป้องกันการสวมสิทธิ์เข้าโครงการรับจำนำได้

นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาโครงการศึกษาการจัดตั้งเขตพิเศษในจังหวัดต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อรับซื้อข้าวเปลือกจากประเทศกัมพูชา เข้ามาสีแปรสภาพและส่งออก ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ข้าวส่วนเกินที่กัมพูชา ไม่สามารถสีแปรสภาพได้หมดประมาณ 3 ล้านตัน ไหลเข้าไปยังเวียดนาม ทำให้เวียดนามส่งออกข้าวทุบตลาดในราคาถูก

"ถ้าไทยซื้อข้าวส่วนเกินของกัมพูชา 3 ล้านตันเข้ามาสีแปรสภาพและส่งออกเอง จะได้ประโยชน์ด้านมูลค่ามากกว่า ปล่อยโอกาสให้เวียดนามได้ข้าวส่วนนี้ไป เพราะไทยมีโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมข้าวดีกว่า ซึ่งไทยอาจจะขายได้ราคาตันละ 500 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ปัจจุบันเวียดนามขายตันละ 440 เหรียญสหรัฐฯ"

ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการโครงการนี้จริง ทุกขั้นตอนจะต้องมีการตรวจสอบและรายงานต่อกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมด โดยจะขึ้นทะเบียนทั้งโรงสีในพื้นที่เขตพิเศษ ผู้ส่งออก และควบคุมการนำเข้าข้าวเปลือกจากกัมพูชา โดยต้องรายงานปริมาณการนำเข้าว่านำเข้าจำนวนเท่าใด สีแปรสภาพแล้วได้เป็นข้าวสารเท่าใด ส่งออกไปขายประเทศใด ในปริมาณเท่าใด จึงคิดว่าจะไม่เกิดการนำข้าวเข้ามาสวมสิทธิ์โครงการรับจำนำแน่นอน

 
ป.ป.ช.รับลูกสอบทุกจริตรับจำนำข้าว
ธุรกิจ-การค้า
Vichai_Artsaratsakornภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น เผยป.ป.ช.รับลูก สอบทุจริตโครงการรับจำนำข้าวแล้ว รอชงบอร์ดชุดใหญ่พิจารณา

นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นที่มีนายประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธาน ได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับพิจารณาและตรวจสอบการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว เพราะเห็นว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ซึ่งล่าสุด ป.ป.ช.ได้รับเรื่องไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบในเรื่องนี้ต่อไป "ภาคีเครือข่ายฯ กำลังผลักดันในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่า มีการรั่วไหลหลายจุด ซึ่งหากเข้ามาตรวจสอบแล้ว มั่นใจว่าจะตรวจพบการรั่วไหล เพราะตัวเลขมันจะฟ้องออกมาเอง"

นายวิชัย กล่าวว่า เอกชนเป็นห่วงในเรื่องการใช้นโยบายการรับจำนำข้าว เพราะใช้งบประมาณสูงถึงปีละ

400,000 ล้านบาท หากใช้ต่อไปเรื่อยๆ รัฐบาลจะไม่มีเงินไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น และทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น แต่หากรัฐบาลนำเงินเพียงบางส่วนจากงบประมาณที่ใช้ในการรับจำนำ ไปหาทางเพิ่มผลผลิตต่อไร่ หาทางลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินอย่างมากปีละ 20,000 ล้านบาท ก็จะช่วยเหลือเกษตรกรได้ 50-60 ปี เมื่อเทียบกับการรับจำนำเพียงแค่ 3 ปี ที่จะใช้เงินสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท

นอก จากนี้ ยังมีการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันชาวนาส่วนใหญ่ 60-70% ได้เช่าที่นาจากนายทุนปลูกข้าว เมื่อรัฐบาลใช้นโยบายรับจำนำ เจ้าของที่นาก็ขึ้นค่าเช่าทันที บางรายถูกเพิ่มค่าเช่าเป็น 100-200% ทำให้ชาวนาไม่ได้ประโยชน์จากโครงการรับจำนำ เพราะปลูกข้าว ได้เงินมา ก็ต้องไปจ่ายค่าเช่าที่หมด

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL