นำร่องประเมินส่งออกปีนี้ คาดโตได้อย่างเก่งแค่ 1% พร้อมประเมินเศรษฐกิจไทยปี 56 โต 4.5% ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เหตุมีปัจจัยเสี่ยงรุมเพียบ ทั้งเศรษฐกิจโลก การเมืองในประเทศ ขึ้นค่าแรง 300 บาท และขึ้นค่าพลังงาน แนะรัฐเร่งลงทุน กระตุ้นการบริโภค
นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ จัดตั้งศูนย์วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการค้า เพื่อติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะเน้นการติดตามสถานการณ์และการเตือนภัย ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ซึ่งจะทำออกมาทุก 3 เดือน แต่หากมีเหตุการณ์พิเศษก็จะแจ้งสถานการณ์ในทันที เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอปัญหาต่อรัฐบาลเพื่อนำไปพิจารณาแก้ไขต่อไป
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้ติดตามปัญหาผลกระทบจากวิกฤตในยูโรโซน พบว่า สินค้าที่มีปริมาณและมูลค่าสูงในการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มยูโรโซน เช่น อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเลคทรอนิกส์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และยางพารา ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง เพราะความต้องการสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิตลดลง โดยมูลค่าการส่งออกในช่วง 9 เดือนของปี 55 (ม.ค.-ก.ย.) อยู่ที่ 172,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.1% ซึ่งจากการติดตามและประเมินผลจากผู้ส่งออกกลุ่มต่างๆ เห็นว่าการส่งออกไทยน่าเป็นห่วง เพราะ 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ หากมูลค่าส่งออกไม่ติดลบ และทำได้เฉลี่ยเดือนละ 17,000-19,000 ล้านเหรียญฯ อัตราการขายตัวของการส่งออกไทยปีนี้น่าจะโตได้ประมาณ 1% เท่านั้น ต่ำกว่าที่กระทรวงพาณิชย์คาดไว้ว่าจะโตได้ 5% ด้วยซ้ำ
ด้านนางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า วิกฤตยูโรโซนจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีรายได้ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ยางพาราและเหล็ก ต้องระมัดระวังต่อไป แม้ราคาของสินค้าเหล่านี้จะปรับตัวลดลงมากแล้วในปี 55 ขณะที่กลุ่มอาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ยังได้รับผลกระทบ รวมทั้งอิเล็กทรอนิกส์และเคมีภัณฑ์ ส่วนท่องเที่ยว ก็น่าห่วง หากวิกฤตยูโรรุนแรงขึ้นในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่จะเข้ามาไทย
ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์ฯ ได้ประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 56 คาดจะขยายตัวเพียง 4.5% ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปี 54 ขยายตัว 5.6% และปี 55 คาดขยายตัว 5.4% ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะมีปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หากไม่มีการรับมือให้ดี เศรษฐกิจไทยมีมีความเสี่ยงสูง
สำหรับปัจจัยลบที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 56 มาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังไม่ฟื้นตัว และกำลังเข้าสู่ปัญหาหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ สูญเสียแรงขับเคลื่อนทางการคลังที่ฉับพลันและรุนแรง แม้จะมีการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 (คิวอี3) รวมทั้งยังมีปัญหาเสถียรภาพการเมืองโลก เช่น สหรัฐฯ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนจีนกับญี่ปุ่น ปัญหาการว่างงานสหรัฐฯ และยุโรป ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ภัยทางธรรมชาติ เป็นต้น
ส่วนปัจจัยลบภายในประเทศ อยู่ที่เสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมประท้วง หากยืดเยื้อและรุนแรงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และต้องจับตาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่ามากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ภัยธรรมชาติ การขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรม ที่สำคัญปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปรับค่าแรงวันละ 300 บาททั่วประเทศ รวมไปถึงการปรับขึ้นของราคาพลังงาน ไฟฟ้า ค่าขนส่ง เป็นต้น
"เศรษฐกิจไทยปีหน้ายังมีความเสี่ยงสูง รัฐบาลต้องเร่งใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการใช้งบประมาณขาดดุล 300,000 ล้านบาท การใช้เงินพ.ร.ก.เงินกู้ 350,000 ล้านบาทในการดูแลน้ำท่วม ที่ทุกอย่างจะต้องทำได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 56 ต้องดูแลอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม โดยคาดว่าดอกเบี้ยน่าจะลดลงได้อีก หรือให้ทรงตัวอยู่ในระดับ 2.5-3.25% และต้องมุ่นเน้นการเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพให้กับประชาชน เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น ค่าแรง 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท การรับจำนำข้าว หากรัฐบาลทำได้เร็ว เชื่อว่าเศรษฐกิจปี 56 น่าจะโตได้ 4.5% ภายใต้กรอบ 4-5%" นายธนวรรธน์กล่าว
สำหรับภาคการส่งออกปี 56 คาดว่าจะมีมูลค่า 243,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.4% จากปี 55 ที่คาดจะโต 3.5% มูลค่า 226,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้ามูลค่า 241,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.1% จากปี 55 ที่คาดจะมีมูลค่า 219,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ดุลการค้า 2,331 ล้านเหรียญสหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 5,089 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเงินเฟ้อ 3.58% อัตราแลกเปลี่ยนคาดจะอยู่ที่ระดับ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนการท่องเที่ยว คาดจะมีนักท่องเที่ยวมาไทย 22 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.5-8% รายได้ 966,000 ล้านบาทถึง 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19-19.5% |