หน้าแรก จับกระแสข่าว ข่าวตลาดเงินและตลาดทุน
ข่าวตลาดเงินและตลาดทุน



hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
แบงก์เพิ่มความรับผิดชอบสังคมลดโฆษณา
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
BOTธปท.จัดหนักคุ้มครองผู้บริโภค ให้แบงก์ลดแผนกระตุ้นยอดขาย จูงใจผู้มีรายได้น้อยขอสินเชื่อไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และให้ความรู้ลูกค้าไม่ให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว รวมทั้งรับปากไปเร่งกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และคืนหลักประกันที่ล่าช้า

นางสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับสถาบันการเงิน กล่าวภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างผู้บริหารสมาคมธนาคารไทย และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. และผู้บริหารธปท ว่า ผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ได้รับปากธปท.ในเรื่องของการเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่กระตุ้นการใช้จ่ายที่เกินตัว หรือการขอสินเชื่อเพื่อนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของผู้รายได้น้อย โดยผู้บริหารธนาคารพาณิชย์รับปากที่จะให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนแนวทาง แคมเปญ และโฆษณาในการแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การโฆษณาสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภคในลักษณะการจูงใจให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีรายได้น้อย

"ที่ผ่านมานั้น การแข่งขันในการปล่อยสินเชื่อระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเอง และบริษัทปล่อยสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ทำให้การโฆษณา หรือ การกระตุ้นการเพิ่มยอดของสินเชื่อรายย่อยอาจจะเกินเลยไปบ้าง ในลักษณะการลดแลกแจกแถม หรือชิงรางวัล ซึ่งหลังจากนี้ ผู้บริหารสมาคมธนาคารไทยก็รับไปดูแลธนาคารพาณิชย์ให้ปรับปรุงให้มีความสมดุลกันมากขึ้น ไม่ให้เป็นการกระตุ้นใช้จ่ายจนเกินตัว ขณะเดียวกัน อีกสิ่งหนึ่งที่ ธปท.ขอความร่วมมือไปคือ การให้ความรู้กับลูกค้า และประชาชนในการบริหารเงิน บริหารรายได้ และการใช้จ่ายให้เหมาะสม และไม่เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว"

ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์สินเชื่อในขณะนี้ และในระยะต่อไป ในการประชุมครั้งนี้ ธปท.ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งแนวโน้มอาจจะชะลอตัวลงกว่าปี 2555 โดยทิศทางของสินเชื่อในปีหน้าก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยตามปกติแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะตั้งเป้าสินเชื่อที่จะโต เฉลี่ยประมาณ 1.5-3 เท่าของการขยายตัวของผลิตถภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ดังนั้น เมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวลดลง แนวโน้มสินเชื่อก็จะโตไปในทางเดียวกัน ดังนั้น ในขณะนี้ ธปท.ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎเกณฑ์เพิ่มเติมอะไรมาเพื่อสกัดการเติบโตของสินเชื่อ

ส่วนการเติบโตที่ค่อนข้างสูงของสินเชื่อส่วนบุคคล ในขณะนี้ ในส่วนของสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อรถยนต์นั้น มีการเติบโตมากแต่มีเหตุผลรองรับ โดยสินเชื่อรถยนต์นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการลดหย่อนภาษีตามโครงการรถยนต์คันแรก ทำให้สินเชื่อขยายตัวมาก แต่ในขณะนี้หากพิจารณาสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของทั้งสินเชื่อบ้าน และรถยนต์ในขณะนี้ยังไม่ได้สูงจนน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ ในส่วนของเอ็นพีแอลในภาคการเช่าซื้อรถยนต์นั้น ตามสถิติของการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์พบว่า หากจะมีการขาดส่งจนกลายเป็นหนี้เอ็นพีแอลส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปีแรกของการผ่อนส่ง แต่หากลูกค้าผ่อนได้เกินกว่า 1 ปีแล้ว การปล่อยให้เป็นหนี้เสียจะลดลง

ขณะที่การปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค และบัตรเครดิต ในขณะนี้ที่จับตาเป็นพิเศษ คือ การขาดชำระของผู้ที่มีรายได้น้อย และส่วนใหญ่เป็นการขาดส่งในลูกค้าของนอนแบงก์ ซึ่งในขณะนี้ ธปท.ได้เข่าไปตักเตือน และหารือกับนอนแบงก์เป็นรายๆ แล้ว อย่างไรก็ตาม ตามปกติแล้ว สินเชื่อทั้ง 2 ประเภทนี้ ธนาคารพาณิชย์จะไม่ค่อยปล่อยให้เป็นหนี้เอ็นพีแอล แต่จะมีการเรียกลูกหนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่เริ่มขาดส่ง 1-2 เดือนแรก

นางสาลินี กล่าวว่า นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าวแล้ว ธปท.ยังได้ขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ ในเรื่องที่มีการร้องเรียนจากประชาชนผ่านศูนย์คุ้มครองการให้บริการทางการเงิน (ศคง.) เช่น การร้องเรียนในเรื่องความล่าช้าในการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งผู้บริโภคร้องเรียนถึงวามล่าช้าในการปล่อยตัวของธนาคารพาณิชย์เจ้าของหนี้เดิม และกรณีที่ผู้บริโภคชำระสินเชื่อจนครบกำหนดแล้ว แต่ธนาคารพาณิชย์มีความล่าช้าในการคืนหลักประกัน ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ ธนาคารพาณิชย์รับไปดำเนินการให้เร็วขึ้น

"อีกเรื่องหนึ่งที่ธปท.อยากให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการในช่วงต่อไป คือ การเพิ่มการดูแลความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และระบบไอทีมากขึ้น เพื่อให้สามารถลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของคน และระบบไอที โดยธปท.ได้เสนอให้ธนาคารพาณิชย์ศึกษาและนำระบบใหม่ในการเก็บข้อมูล (Loss Data) มาใช้ เพื่อให้มีระบบจัดเก็บความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่า มาจากส่วนใหญ่สำนักงานใหญ่ สาขา คน หรือ ระบบ เพื่อทำการแก้ไขให้ดีขึ้น รวมทั้งได้มีการหารือเรื่องความพร้อมในการลดศูนย์การจัดการเงินสดที่มีอยู่ทั้งสิ้น 17 แห่งใหเหลือ 5 แห่งในอนาคตด้วย"

 
โครงการรถยนต์คันแรกดันยอดสินเชื่อโต
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
MATEE_SUPAPONG_BOTธปท.เผยครัวเรือนไทยยังเร่งใช้จ่ายดันยอดสินเชื่อเพื่อการใช้จ่ายและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์โตแรง และภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ แนวโน้มยังโตต่อ เหตุคนไทยยังมีกำลังซื้อ และธุรกิจเริ่มลงทุน

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า การขยายตัวสินเชื่อโดยรวมเริ่มชะลอลงบ้าง แต่ตัวเลขล่าสุดยังยังเติบโตในอัตราสูง โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาขยายตัวเพิ่มขึ้น 15.2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ทั้งนี้ เริ่มเห็นการชะลอตัวทั้งจากสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อธุรกิจอยู่เล็กน้อย โดยสินเชื่อครัวเรือนขยายตัวในระดับ 16.5% จากระดับ 19% ในเดือนที่ผ่านมา และสินเชื่อภาคธุรกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.6% ลดลงจากการเติบโต 15% ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สินเชื่อครัวเรือนบางประเภทยังขยายตัวสูง โดยภาคที่สำคัญ คือ สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และสินเชื่อเช่าซื้อยานพาหนะ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกของภาครัฐ

"จากการสำรวจของธปท.พบว่า กลุ่มที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนจะมีภาระหนี้สินสูงขึ้น ซึ่งเป็นภาคที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเกษตรกร เพราะแม้ว่ารายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้นบ้าง ถือเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีรายได้น้อย แต่มีภาระหนี้สินยังสูง และในระต่อไป จะต้องติดตามรายได้ประชาชนกลุ่มนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะมีที่ความเสี่ยงที่อาจจะไม่เพียงพอกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่า หนี้สินที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งจะมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐร่วมด้วย"

นายเมธี กล่าวต่อว่า จากผลการสำรวจในด้านการปล่อยสินเชื่อในระยะต่อไปที่ ธปท.ดำเนินการสำรวจ ยังพบว่าทิศทางสินเชื่อที่ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ มองเห็นในระยะต่อไป จะยังมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพราะยังมีปัจจัยสนับสนุนทั้งการอุปโภคบริโภคและการลงทุนที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่ โดยการบริโภคจะขยายตัวได้ดีจากนโยบายรถยนต์คันแร ซึ่งคาดว่า แรงส่งนี้จะมีผลถึงกลางปี 56 นอกจากนั้น ภาวะการเงินยังอยู่ในช่วงผ่อนคลาย อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้สินเชื่อยังขยายตัวได้ดี

ขณะที่การลงทุนก็ยังมีบางส่วนที่ยังซ่อมแซมจากผลของน้ำท่วม รวมไปถึงดัชนีความเชื่อมั่นทั้งผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทำให้มองว่า การใช้จ่ายและการลงทุนในระยะต่อไปจะเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการประเมินล่าสุดของธปท.พบว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปีหน้า โดยมีแรงส่งสำคัญจากการขยายตัวในประเทศ ขณะที่การส่งออกในปีหน้ายังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

สำหรับการสำรวจภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเดือนต.ค. ผู้อำนวยการสายเศรษฐกิจการเงิน ธปท.ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีการให้สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อที่อยู่อาศัยที่ให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดคงค้าง ล่าสุดสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ที่ 1.3 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 10%อย่างไรก็ตาม สินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มียอด คงค้าง ลดลง 22.8% มียอดคงค้างทั้งสิ้น 6,050 ล้านบาท เมื่อสิ้นไตรมาส 3 ของปีนี้

ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ธปท.พบว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเริ่ม ชะลอตัวลง หลังจากเร่งขึ้นมากในช่วงก่อนหน้าสะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลอยู่ที่ 6,809 หน่วย ลดลงจากเดือนก่อนที่ 7,357 หน่วยจากบ้านแนวราบเป็นสำคัญ ส่วนอาคารชุดทรงตัวเดือนก่อนที่ 2,332 หน่วย ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่บ้านแนวราบ แต่อาคารชุดที่เปิดขายใหม่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนต.ค.อยู่ที่ 4,084 หน่วย จากเดือนก่อนอยู่ที่ 3,651 หน่วย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยทุกประเภทยังทรงตัว

 
รัฐเปิดกองทุนตั้งตัวได้ให้นักศึกษากู้ 3 ล้านบาท
ตลาดเงิน-ตลาดทุน

Tanusak_Lekauthai_2รัฐบาลเตรียมเปิดตัวกองทุนตั้งตัวได้ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษายื่นขอกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย มีวงเงินสินเชื่อผ่านกองทุนฯ และธนาคารเฉพาะกิจรวม 15,000 ล้านบาท

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง มีแผนที่จะเปิดตัวการดำเนินงานของกองทุนตั้งตัวได้ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เพื่อให้นักศึกษาที่มีโครงการลงทุนได้ยื่นขอกู้ผ่านกองทุนดังกล่าวภายในวงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย ทั้งนี้ กองทุนตั้งตัวได้มีเป้าหมายที่จะให้กลุ่มนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ศึกษาอยู่หรือสำเร็จการศึกษาแล้วไม่เกิน 5 ปีการศึกษาและสถาบันการศึกษาที่สนับสนุนการบ่มเพาะวิสาหกิจ หรือการให้การช่วยเหลือด้านการเงินได้มีแหล่งเงินทุนที่จะใช้ในการประกอบอาชีพอิสระ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินการกองทุนเบื้องต้น 4 ปี

“กองทุนตั้งตัวได้นี้ จะมีเงินทุนจากงบประมาณเบื้องต้นประมาณ 5,000 ล้านบาท และ จะมีเงินทุนจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเข้าร่วมปล่อยสินเชื่อและทุนหมุนเวียนด้วยอีกจำนวน 10,000 ล้านบาทรวมเป็นเงินกองทุนรวม 15,000 ล้านบาท”

สำหรับสัดส่วนในการปล่อยกู้คือ กองทุนจะปล่อย 1 ส่วนและอีก 2 ส่วนจะมาจากแบงก์รัฐ ผ่านการค้ำประกันเงินกู้จากบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โดยกองทุนจะไม่คิดดอกเบี้ย ส่วนแบงก์รัฐจะคิดอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณMRR+2% ซึ่งปัจจุบันธนาคารเฉพาะกิจมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 6-7% แต่อาจปรับเปลี่ยนตามความเป็นไปได้ของโครงการ ส่วนระยะเวลาในการชำระเงินกู้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับโครงการ

“สาเหตุที่กระทรวงการคลังให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาช่วยปล่อยสินเชื่อ ก็เพื่อให้ช่วยกลั่นกรองรายชื่อและโครง การที่จะเข้ามาขอสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกองทุนฯให้ดียิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ทางกองทุนฯจะกำหนดกลุ่มอาชีพลงทุนที่สามารถขอสินเชื่อได้ประมาณ 10 กลุ่ม อาทิ การลงทุนด้านไอที การ เกษตรหรืออุตสาหกรรมต่างๆ โดยไม่จำกัดจำนวนรายในการขอสินเชื่อ แต่ต้องได้รับการรับรองจากสถาบันการศึกษาที่ศึกษาอยู่ด้วย โดยกระทรวงการคลังจะจัดตั้งสำนักงานกองทุนฯ ขึ้นอย่างถาวร มีอาคารสำนักงานและพนักงาน โดยจะจัดงบประมาณส่วนหนึ่งซื้ออาคารสำนักงาน ซึ่งขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดหาและคาดว่า จะดำเนินการแล้วเสร็จเร็วๆนี้

 

 
วรวิทย์แถลงผลงานธอส.ก่อนรับตำแหน่งออมสิน
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
vorrawit_chailimpamontriเปิดผลงานในรอบ 2 ปี ปล่อยสินเชื่อใหม่สะสมได้ 211,980 ล้านบาท คิดเป็น 296,797 บัญชี มีกำไรสุทธิสะสมทั้งสิ้น 15,476 ล้านบาท หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด ลดลงจาก 8.40 % เหลือ 6.54% ของยอดสินเชื่อรวม

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในกลางเดือนธ.ค.นี้ ตนจะเข้าไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการ ธอส.ได้อนุมัติการลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธอส.เรียบร้อยแล้ว ส่วนถึงความรู้สึกที่ได้เข้ามาบริหาร ธอส.ว่ารู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถสานต่อภารกิจหลักในการสร้างโอกาสให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมนำพาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแห่งนี้ให้เป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง และมั่นคง เห็นได้ชัดจากตัวเลขผลการดำเนินงานในรอบ 2 ปี (พ.ย.53 – ต.ค.55) เติบโตตามเป้าหมายด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 738,000 ล้านบาท โดย 2 ปีที่ผ่านมาปล่อยสินเชื่อใหม่สะสมได้ทั้งสิ้น 211,980 ล้านบาท คิดเป็น 296,797 บัญชี มีกำไรสุทธิสะสมทั้งสิ้น 15,476 ล้านบาท หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด ลดลงจาก 8.40 % เหลือ 6.54% ของยอดสินเชื่อรวม ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ ( ROA) เท่ากับ 1.24% เพิ่มขึ้น 0.316% อัตราผลตอบแทนต่อทุน (ROE) เท่ากับ 19.94% เพิ่มขึ้น 2.33% และ BIS เท่ากับ 16.75% เพิ่มขึ้น 2.94%

"สำหรับผลการดำเนินงานรอบ 10 เดือน ของปี55 จากข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค.55 ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 87,981 ล้านบาท จากเป้าสินเชื่อทั้งปี 104,400 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 7,477 ล้านบาท จากเป้า 7,200 ล้านบาท มีเอ็นพีแอลที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด 44,780 ล้านบาท คิดเป็น 6.54% ของยอดสินเชื่อรวม และสามารถช่วยเหลือลูกค้าประชาชนที่ได้รับผล กระทบจากอุทกภัยได้ทั้งสิ้นกว่า 120,000 บัญชี วงเงินรวมกว่า 70,000 ล้านบาท"

นายวรวิทย์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบัน ธอส. เป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง มั่นคง พร้อมเป็นสถาบันการเงินหลักที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สำหรับแผนพัฒนาองค์กรในปี56 สู่การเป็นสถาบันการเงินด้านที่อยู่อาศัยชั้นนำ ภายใต้วิสัยทัศน์ "ธนาคารมั่นคงทันสมัย และเป็นผู้นำสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร" โดยได้จัดทำแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 30 สาขา / ขยายรถ Mobile เพิ่มขึ้นอีก จำนวน 10 คัน / พัฒนา Internet Banking และ Mobile Banking / พัฒนาระบบ Core Banking System ใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน / พัฒนาระบบ ERP เพื่อพัฒนาระบบการจัดการด้าน Back Office ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 
กนง.ฟันธงคงดอกเบี้ยนโยบาย 2.75% เท่าเดิม
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
PRIBOON_BOTกนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ 2.75% ชี้ยังเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลาย และเหมาะสมต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรม การนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งสุดท้ายของปี 2555 โดย กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ 2.75% เท่าเดิม เนื่องจากเห็นว่า ยังเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลาย และเหมาะสมต่อการที่จะส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้โตต่อเนื่อง ภายใต้อัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศพบว่า มีสัญญาณที่จะขยายตัวดีขึ้น โดยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนที่ปรับตัวดีขึ้นมาก แม้สหรัฐฯ จะยังมีความเสี่ยงในเรื่องการต่ออายุมาตรการทางการคลังที่ต้องติดตามอยู่ก็ตาม สำหรับเศรษฐกิจยุโรปแม้ว่า จะยังถดถอย แต่ด้านเสถียรภาพทางการเงินในช่วงต่อไปมีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มการขยายตัวดีขึ้น จากการส่งออกที่คาดว่า จะขยายตัวดีขึ้นในครึ่งแรกของปีหน้า

สำหรับเศรษฐกิจไทย ตัวเลขเศรษฐกิจจริงในไตรมาส 3 และตัวแลขประมาณการในเดือนต.ค.55 เห็นชัดว่า แรงส่งของการใช้จ่าย และการลงทุนของประเทศยังคงมีแรงส่งที่ดีกว่าที่ ธปท.คาด โดยการขยายตัวของสินเชื่อมีมากถึง 15% ในช่วง 9 เดือนแรก และมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายของรัฐบาลช่วยให้ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ ผลกระทบของการชะลอตัวของการส่งออกยังไม่ลุกลามไปยังภาคการผลิตอื่น และยังเห็นการเข้ามาลงทุนต่อเนื่องของทุนต่างประเทศในภาคธุรกิจจริงของไทย

"จากการปรับตัวที่ดีขึ้นของการใช้จ่ายและการลงทุนที่เห็นชัดขึ้นในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ธปท.มองว่า การขยายตัวจริงในปีนี้ของเศรษฐกิจไทยอาจจะสูงกว่าที่ ธปท.คาดไว้ล่าสุดที่ 5.7% เล็กน้อย และส่งผลต่อเนื่องให้การถึงปีหน้าซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่า 4.6% จากที่ประมาณการไว้เดิม ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ และปีหน้ายังไม่น่ากังวลมากนัก แม้ว่าจะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ โดยการประ มาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้าอยู่ที่ 2.8% ซึ่งได้นับรวมผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทไว้แล้ว แต่ก็ ต้องติดตามผลกระทบในด้านอื่นๆ ต่อเศรษฐกิจไทยด้วย"

นายไพบูลย์ กล่าวว่า เท่าที่ธปท.ติดตามผลของการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศเข้าประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงที่สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 หรือ QE3 พบว่า ปริมาณเงินที่ไหลเข้ามายังไม่ผิดปกติ ขณะที่ค่าเงินบาทยังอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยที่ ธปท.ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงซื้อขายเงินในตลาดเงิน

"สุดท้าย กนง.ได้ฝากและแสดงความเป็นห่วงถึงยอดสินเชื่อส่วนบุคคล ที่ขยายตัวในอัตราที่สูงมากสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสินเชื่อรวมที่ 15% และเริ่มเห็นยอดการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย โดยฝากให้ดูส่วนที่จะกระทบต่อเนื่องถึงภาพรวมเศรษฐกิจในระยะต่อไปด้วย"

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย