ข่าวยานยนต์-พลังงาน



hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
ประเสริฐคาดปีหน้าทิศทางน้ำมันโลกทะยาน
พลังงาน
Prasert_Boonsampanคาดราคาไม่ต่ำกว่า100 เหรียญ เหตุความต้องการใช้พุ่ง-ยังคงผันผวน ระบุหนุนรัฐบาลปรับราคาก๊าซหุงต้ม แนะดูแลกลุ่มที่ผู้มีรายได้น้อยไม่ไห้กระทบหนัก ขณะที่ทิศทางปิโตรเคมีอีก2-3ข้างหน้าส่อเค้าแข่งขันรุนแรง

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันปีหน้า น่ายังคงผันผวนความต้องการของตลาดโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลทำให้การจัดหาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันน่าจะอยู่ระดับเหนือ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปทั้งเบนซินและดีเซลอยู่ที่ 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สำหรับแนวโน้มราคาก๊าซหุงต้ม คาดว่าควรจะปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนแท้จริง เนื่องจากต้องมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งนโยบายรัฐบาลมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในปีหน้า ดังนั้นก็ต้องเข้ามาดูแลกลุ่มที่มีรายได้น้อยไม่ให้ส่งผลกระทบมากขึ้น และต้องแบกรับภาระมากกว่าในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคขนส่ง โดยรัฐบาลก็ต้องหาแวทางที่ดีให้กับทุกฝ่ายต่อไป

สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้น คาดว่าในอีก 2-3 ข้างหน้ายังคงผันผวนมาก เนื่องจากในตลาดอเมริกามีโอกาสแข่งขันค่อนข้างรุนแรง และมีโรงงานใหม่เกิดขึ้น พร้อมสามารถป้อนตลาดได้ใกล้กว่า ดังนั้นกลุ่มปิโตรเคมีในประเทศไทยก็ต้องมีความจำเป็นต้องปรับตัวและสามารถดำเนินธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป ประกอบกับปิโตรเคมี เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สามารถป้อนให้หลายอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร ยา สิ่งทอ เป็นต้นแต่ละปีสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศประมาณ 7 แสนล้านบาทต่อปี

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สรุปรายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.02 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ 109.20 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัส (WTI) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.63 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลอยู่ที่ 88.78 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.42 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ระดับ 106.29 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ทางด้านราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.04 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ 118.82 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดีเซลเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.41 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ 123.30 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงจากนักลงทุนกังวลต่อความล่าช้าในการเจรจาปัญหาหน้าผาทางการคลังสหรัฐฯ และลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับผลสำรวจความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคตของผู้บริโภคเยอรมนีเดือน ม.ค. 56 อยู่ที่ระดับ 5.6 จุด ลดลงจากเดือนก่อน 0.2 จุด จากแรงกดดันของปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ทางด้านอิรักเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบมาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ธ.ค. 55 และคาดว่าจะเพิ่มสู่ระดับ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2557 ส่วนความกังวลทางด้านการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในซีเรียลดลเพราะข่าวกรองของอิสราเอลระบุว่าประธานาธิบดี Assad ยังไม่มีแนวคิดใช้อาวุธเคมีส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัว อย่างไรก็ตามภาวะอากาศเย็นจัดใน สหรัฐฯ, รัสเซีย และเอเชียเหนือหนุนความต้องการใช้น้ำมันเพื่อทำความอบอุ่น ทางด้านการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านของกลุ่มประเทศเอเชียปี 2556 มีแนวโน้มลดลง 10-20% จากปีก่อนหน้า

 
ปตท.สผ.ค้นพบแหล่งน้ำมันดิบแห่งใหม่ในแอลจีเรีย
พลังงาน
Pttepปตท.สผ. และกลุ่มผู้ร่วมทุน ประสบความสำเร็จจากการเจาะหลุมสำรวจ ค้นพบน้ำมันดิบในชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมมีอัตราการไหลของน้ำมันดิบ 5,243 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. และกลุ่มผู้ร่วมทุน ประสบความสำเร็จจากการเจาะหลุสำรวจ Mouia Aissa-1 (MAS-1) ซึ่งเป็นหลุมสำรวจที่ 6 ในแปลงฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ประเทศแอลจีเรีย โดยค้นพบน้ำมันดิบในชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียม Triassic Argilo Gréseux Inférieur (TAG-I) และได้ทำการทดสอบอัตราการไหลด้วยเทคนิค Drill Stem Test (DST) พบว่ามีอัตราการไหลของน้ำมันดิบ 5,243 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราการไหลสูงสุดจากการเจาะหลุมสำรวจทั้งหมดที่ผ่านมาในแปลงฮาสสิ เบอร์ ราเคซ

ปตท.สผ. และกลุ่มผู้ร่วมทุน มีแผนการเจาะสำรวจในระยะแรก ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2554 ถึง

ต้นปี 2556 ในแปลงฮาสสิ เบอร์ ราเคซ จำนวน 9 หลุม ปัจจุบันได้ทำการเจาะสำรวจไปแล้ว 6 หลุม ค้นพบน้ำมันดิบ 5 หลุม และขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบอัตราการไหลของหลุมสำรวจที่ 7

สำหรับ แปลงฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ตั้งอยู่บนบกทางตะวันออกของประเทศแอลจีเรีย มีพื้นที่ 5,378 ตารางกิโลเมตร มีผู้ร่วมทุนประกอบด้วย ปตท.สผ. 24.5 %(ผู้ดำเนินการ) SONATRACH (บริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศแอลจีเรีย) 51% และ CNOOC Limited (บริษัทผลิตปิโตรเลียมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน) 24.5% นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังมีการลงทุนในประเทศแอลจีเรียในแหล่งเบอร์ เซบา โครงการแอลจีเรีย 433 เอ และ 416 บี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม

 
พงษ์ศักดิ์สั่งเบรกผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์
พลังงาน
Pongsak_Rattapongpaisanขีดเส้นให้ไม่เกินเป้าหมายเดิม 2,000 เมกะวัตต์ ถ้าต้องเดินตามสัญญาให้ได้ไม่เกิน 3 ,000เมกะวัตต์ หวั่นค่าไฟแพงทำให้ประชาชนขวัญผวา หันมาจุดพลุโรงไฟฟ้าชุมชนสร้างรายได้ โดยเฉพาะชีวมวลหลังปลุกเกษตรกรปลูกหญ้าขาย

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยหลังการตรวจเยี่ยม สำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ว่า ได้สั่งการให้สนพ. ไปทบทวนนโยบาย การรับซื้อไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์(โซล่าร์เซลล์)จากผู้ผลิตเอกชน ว่าควรเพิ่มปริมาณการรับซื้อหรือชลอการรับซื้อออกไปอีกระยะหนึ่ง โดยยังจะให้มีการซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนจากโซล่าเซลล์ ตามเป้าหมายเดิมคือไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ แต่หากมีการทำสัญญาผูกพันและยกเลิกสัญญากับภาคเอกชน ไม่ได้ก็ไม่ควรมีการรับซื้อเกิน 3,000เมกะวัตต์

เนื่องจากที่ผ่านมา มีผู้ยื่นขายไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ จำนวนมาก โดยหากรายใดเห็นว่าผลิตไม่ได้ และครบกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ แต่ยังไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ ก็ให้ยกเลิกสัญญาทันที เนื่องจากการรับซื้อไฟจากโซล่าเซลล์ ต้องจ่ายส่วนต่างรับซื้อค่าไฟหรือ ADDERเฉลี่ย6-8 บาทต่อหน่วย ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้าที่ได้จากการผลิตดังกล่าวมีราคาแพง เมื่อนำมาขายต่อก็ต้องปรับขึ้นราคากับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้า แต่หากไม่นำส่วนต่างมาปรับขึ้นก็ต้องใช้เงินของภาครัฐเข้าไปอุดหนุนให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ในฐานะผู้รับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งก็ไม่ยุติธรรมกับทุกฝ่ายเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ สนพ.ไปเร่งงานวิจัยและพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลและพลังงานทดแทน และไบโอแมส(พลังงานทดแทนจากมูลสัตว์ พืชเกษตรกรรม ขยะมูลฝอย) ที่จะนำมาลดต้นทุนด้านพลังงาน ของประเทศไทย ให้เสร็จภายในเดือนม.ค.-ก.พ.2556จากกรอบเดิมจะเสร็จกลางปีหรือสิ้นปี 2556 ซึ่งเป็นเรื่องที่ล่าช้าจนเกินไป โดยเฉพาะเน้นเป็นพิเศษให้มีการ ศึกษาถึงต้นทุนการส่งเสริม ให้เกษตรกรปลูกหญ้า เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า หรือใช้ผลิตเป็นแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี)สำหรับฟาร์มปศุสัตว์เป็นต้น เพื่อลดต้นทุนการใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงในฟาร์มปศุสัตว์ โดยให้สนพ.ไปกำหนดวิธีคำนวณราคาหญ้าที่เกษตรกรจะปลูกเพื่อใช้เป็นพืชพลังงาน ให้สามารถขายเพื่อสร้างรายได้ ในอัตราที่จูงใจและไม่ขาดทุน โดย

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับ พพ.ได้สั่งการให้ ไปศึกษาการตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน ในแต่ละพื้นที่ที่ห่างไกลหรือตามตะเข็บชายแดน ให้เหมาะส มกับวัตถุดิบ ที่ชุมชนนั้นๆ มีอยู่ เพื่อให้สามารถใช้ชีวมวลหรือพลังงานทดแทน ผลิตไฟฟ้าได้ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี มีเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ในอาคารและบ้านที่อยู่อาศัย สถานที่ราชการ โรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน สถานีอนามัยในชุมชน เพื่อสำรองปริมาณไฟฟ้าไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน หากกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภุมิภาคเกิดขัดข้อง กะทันหัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปซ่อมแซม การมีไฟฟ้าสำรองจากพลังงานทดแทนหรือชีวมวล จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

 
พงษ์ศักดิ์ผุดบัตรพลังงานแอลพีจีผู้มีรายได้น้อย
พลังงาน
Pongsak"พงษ์ศักดิ์" ปิ๊งไอเดียผุดบัตรเครดิตพลังงานแอลพีจีแจกผู้มีรายได้น้อยรองรับปรับโครงสร้างราคาปีหน้า รองรับเปิดเสรีอาเซียน

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยหลังมอบนโยบายให้ผู้บริหารกระทรวงพลังงานว่า ตนมีนโยบายออกบัตรเครดิตพลังงานให้กับผู้ใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อบรรเทาผลกระทบ หลังมีการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีปี 56 โดยจะอุดหนุนราคาผ่านการลดราคาแอลพีจีเมื่อนำบัตรเครดิตไปใช้ เป็นการรองรับการที่ไทยต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 เพราะราคาพลังงานของไทยต้องสะท้อนกับราคาตลาดโลก ตามเงื่อนไขเออีซี

โดยได้ให้กระทรวงพลังงานไปวิเคราะห์ข้อมูลว่าผู้มีรายได้น้อย แม่ค้า พ่อค้า หาบเร่ แผงลอยหรือผู้ประกอบการรายย่อย มีจำนวนเท่าไร และมีปริมาณการใช้แอลพีจีต่อเดือนเท่าไร เบื้องต้นมีข้อมูลจำนวนครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเรื่องการใช้ไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยต่อเดือน มี 4 ล้านครัวเรือน และใช้แอลพีจี 6 กิโลกรัมต่อเดือนต่อครัวเรือน หากอุดหนุนราคาโดยตรง 10 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) 4 ล้านครัวเรือนจะใช้เงิน 2,880 ล้านบาทต่อปี และเมื่อรวมกับการอุดหนุนราคาให้ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มครัวเรือนยากจน คาดว่าผู้ใช้ในกลุ่มนี้ทุกประเภทรัฐต้องใช้เงินไม่เกินปีละ 5,000 ล้านบาท เทียบกับการอุดหนุนราคาแอลพีจีทั้งระบบที่ปัจจุบันอุดหนุนปีละ 30,000 ล้านบาท น่าจะเป็นแนวทางลดการอุดหนุนราคาลงได้เหมาะสมที่สุด "บัตรเครดิตพลังงานแอลพีจีจะคล้ายกับบัตรเครดิตที่ใช้กับเอ็นจีวี เป็นทั้งบัตรส่วนลดราคาและวงเงินเครดิต โดยหลักการต้องการช่วยคนรายได้น้อย ส่วนคนมีฐานะดีควรจ่ายตามความเป็นจริง"

ส่วนนโยบายสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน จะให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์สำรองน้ำมันของประเทศ โดยเพิ่มสำรองน้ำมันจาก 30 วันเป็น 90 วัน โดยนำผลศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ประเด็นการวางท่อส่งน้ำมันมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ร่วมกับโครงการวางท่อขนส่งน้ำมันภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่กำหนดไว้อยู่แล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการใช้ศักยภาพท่อขนส่งน้ำมัน "หากมีท่อขนส่งน้ำมันระหว่างชายฝั่งอันดามันเชื่อมต่ออ่าวไทย จะทำให้มีคลังน้ำมันสำรองใน 2 ฝั่งทะเล เป็นทางเลือกการสำรองน้ำมันของประเทศ และย่นเวลาและระยะทางขนส่งน้ำมันที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาเข้ามาในไทย ทำให้ไทยลำเลียงน้ำมันไปขายต่อลาว กัมพูชา จีนตอนใต้ได้สะดวกขึ้น และเพิ่มรายได้ให้ประเทศอีกทาง"

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ศึกษาว่าจะตั้งบริษัทที่ทำธุรกิจวางท่อขนส่งน้ำมัน เพื่อวางท่อน้ำมันไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เหมือนกับการวางระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำให้ต้นทุนราคาขนส่งถูกลง ประชาชนในต่างจังหวัดใช้น้ำมันราคาเดียวหรือใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ได้ จากปัจจุบันราคาน้ำมันในจังหวัดที่ห่างไกล ต้องบวกเพิ่มค่าขนส่งด้วย ส่วนนโยบายด้านไฟฟ้านั้นได้สั่งการให้ กฟผ.เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะถูกต่อต้านจากเอ็นจีโอ เนื่องจากจะเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในอนาคตที่สำคัญ เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถูกลง โดยตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี 53-73 ระบุว่าอีก 20 ปีข้างหน้า กำลังการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจาก 32,000 เมกะวัตต์ เป็น 70,000 เมกะวัตต์

 
คนซื้อแห่ขอคืนภาษีสรรพสามิตรถคันแรก
พลังงาน
First_carรถคันแรกฮิต! คนซื้อแห่ขอคืนเงินจากกรมสรรพกรแล้วกว่า 3 แสนคัน คิดเป็นเงินคืน 29,000 ล้านบาท คาดสิ้นปีคนซื้อและขอคืนเงินถึง 5 แสนคันตามเป้าหมาย

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง เปิดเผยถึงยอดการขอเงินคืนในโครงการรถคันแรกของรัฐบาล ว่า ล่าสุดมีผู้ซื้อรถยนต์ในโครงการนี้ขอคืนเงินมาแล้วกว่า 300,000 ราย หรือ กว่า 300,000 คัน คิดเป็นเงินคืน 29,000 ล้านบาท คาดว่า จนถึงสิ้นปีจะมีผู้ซื้อรถยนต์และขอคืนเงินตามเป้าหมายหรือประมาณ 500,000 คัน โดยจำนวนนี้ มียอดขอเงินคืนที่กระทรวงการคลังต้องจ่ายตามเงื่อนไข 18,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้เตรียมเงินงบประมาณไว้เพื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว โดยระยะแรกเป็นเงินงบประมาณในปี 56 จำนวน 7,500 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 11,000 ล้านบาท ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้เสนอของบกลางปี 56 เรียบร้อยแล้ว

"กรมบัญชีกลางได้ทยอยคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ในโครงการนี้แล้ว โดยหากนับงวดวันที่ 5 พ.ย.นี้ จะมีเงินคืนรวม 849 ล้านบาท หรือ มีจำนวนรถยนต์ที่ขอคืนประมาณ 11,000 คัน และเพื่อให้การจ่ายเงินคืนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทรวงการคลังจะกำหนดการจ่ายเงินคืนเป็น 1 ครั้งต่อเดือน จากเดิม 2 ครั้งต่อเดือน โดยจะเริ่มได้ตั้งแต่เดือนธ.ค.นี้ เป็นต้นไป"

ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สรรพสามิตพื้นที่เตรียมพร้อมที่จะให้บริการแก่ผู้ขอคืนเงินในโครงการดังกล่าว โดยประเมินว่า ระยะ 2 เดือนก่อนสิ้นสุดโครงการนี้ จะมีผู้ที่มายื่นขอคืนเงินในโครงการนี้จำนวนมาก และต้องให้บริการอย่างเต็มที่แก่ประชาชนที่มาขอคืนเงินในโครงการนี้ โดยกรณีที่มีการโอนเงินและถูกตีกลับ จะต้องมีการสื่อสารไปยังผู้ขอว่า เกิดปัญหาอะไรและต้องแก้ไขอย่างไร นอกจากนี้ ยังเปิด 28 ช่องบริการในการยื่นเอกสารขอคืนเงินภายในสำนักงานใหญ่กรมสรรพสามิต โดยเปิดรับผู้ขอคืนจากทั่วประเทศ ขณะ ดียวกัน ได้สั่งการด้วยว่า ในช่วงวันหยุดสิ้นปี ทางสรรพสามิตทุกพื้นที่ จะต้องเปิดให้บริการแก่ผู้ขอคืนเงินด้วย

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย