หน้าแรก ข่าวอุตสาหกรรม
ข่าวเกษตร-อุตสาหกรรม


hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
สถาบันอาหารเผยตลาดอาหารในเวียดนามรุ่ง
อุตสาหกรรม
Amorn_Ngamonkonrathผลสำรวจตลาดของสินค้ากลุ่ม อาหารในประเทศเวียดนาม มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องทั้งในแง่การลงทุนและการค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป การผลิตเพื่อส่งออก และธุรกิจ

นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่าสถาบันฯได้สำรวจข้อมูล ตลาดของสินค้ากลุ่ม อาหารในประเทศเวียดนาม พบว่า มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งในด้านการลงทุนและการค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป การผลิตเพื่อส่งออก และธุรกิจร้านอาหาร เพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เอสเอ็มอี 30 %ทั้งเตรียมอนุมัติงบ 58ล้านเหรียญสหรัฐ ตามแผนงานระยะ 5 ปี โดยตั้งเป้าเพิ่มการจ้างงานใหม่ 4 ล้านอัตรา และการเพิ่มจำนวนเอสเอ็มอีในประเทศอีก30% หรือเป็น 600,000 ราย ภายในปี 2558ซึ่งเป็นปีที่เกิดการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)

นายอมร กล่าวว่า สถาบันฯจึงขอเสนอให้ ประกอบการไทย เร่งศึกษาลู่ทางการออกไปลงทุนในเวียดนาม โดย สถาบันฯนำเอสเอ็มอี ไทยไปจับคู่ธุรกิจ เจรจาการค้าและสร้างเครือข่าย ร่วมกับนักธุรกิจเวียดนาม ใน17 - 20 ธ.ค. นี้ ณ นครโฮจิมินห์ ภายใต้โครงการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสาขาอาหารสู่อาเซียน เพื่อเป็นโครงการนำร่องนำกลุ่มเอสเอ็มอี กลุ่มอาหารไปบุกเบิกตลาดการค้า ที่เวียดนามให้มากขึ้นจากปัจจุบันเพราะขณะนี้สินค้าเอสเอ็มอีกลุ่มอาหาร ยังไม่สามารถเข้าไปหาช่องทาง การทำตลาดได้กว้างขวางมากนัก เมื่อเทียบกับเอสเอ็มอีอาหารที่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่

เนื่องจาก อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในเวียดนาม มีการแข่งขันค่อนข้างมาก เนื่องจากตลาดการบริโภคภายในประเทศกำลังเติบโต วิถีชีวิตของชาวเวียดนามที่เร่งรีบมากขึ้น และมีชั่วโมงทำงานต่อวันยาวนานมากขึ้นทำให้คนเวียดนามหันมาบริโภคอาหารสำเร็จรูปเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว และกลุ่มสินค้า ที่โดดเด่นของสินค้านำเข้ากลุ่มอาหารของเวียดนาม ได้แก่อาหารพร้อมรับประทาน

ในปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดสินค้ากลุ่มนี้ของเวียดนาม มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 14%เมื่อเทียบกับปี2553 รองลงมาคือ อาหารพร้อมรับประทานแช่เย็น และ อาหารพร้อมรับประทานแบบแห้ง และด้วยจำนวนประชากรเวียดนาม 86 ล้านคน และสถาบันฯ จึงได้ประเมินว่าในปีนี้ ประชาชนในเวียดนาม จะมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ต่อคนต่อปีอยู่ที่ 212เหรียญฯ และมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งไทยจะได้เปรียบในเรื่องการส่งออกอาหารสำเร็จรูป เข้าไปจำหน่ายเมื่อเทียบกับอีกหลายๆประเทศในอาเซียน เพราะสินค้ากลุ่มอาหารของไทยได้รับความนิยมของคนเวียดนาม ทั้งเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการผลิตและรสชาติที่ถูกกับรสนิยมของคนเวียดนาม

"เมื่อพิจารณาเฉพาะด้านการค้าสินค้า เกษตรและอาหารแปรรูป ของเวียดนามในตลาดโลก มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2553 การนำเข้าอาหารสด เวียดนามมีมูลค่า 4,864,94 ล้าน เหรียญฯ หรือคิดเป็น 5.34 %ของมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมด ได้แก่ สินค้าจำพวกเนื้อสัตว์ ผลไม้ ข้าวสาลี แป้งและสตาร์ช ผัก อาหารทะเล ขณะที่การนำเข้าอาหารแปรรูป มีมูลค่า 2,821ล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วน 3.1% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทั้งหมดของเวียดนาม ได้แก่สินค้าจำพวก เครื่องดื่ม อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์จากแป้ง นม ลูกอม ผักผลไม้แปรรูป น้ำมันพืช"

สำหรับการค้าสินค้ากลุ่มอาหารระหว่างไทย-เวียดนาม ในปี ที่ผ่านมา พบว่าเวียดนามเป็นตลาดส่งออกอาหารอันดับที่11 ของไทย คือมีมูลค่า 20,450 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งตลาด 2.12% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมดของไทย โดยสินค้าส่งออกของไทยที่ขยายตัวดีในเวียดนาม ได้แก่ ลำไยแห้ง น้ำตาลทรายและเครื่องดื่มไม่อัดลม และหากพิจารณาเฉพาะในอาเซียนกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) พบว่าเวียดนามเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 3 ของไทย รองจากกัมพูชา และพม่า ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าอาหารจากเวียดนาม มูลค่า 9,404 ล้านบาท สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเวียดนามที่สำคัญ ได้แก่ กาแฟอะราบิก้า เมล็ดมะม่วง หิมพานต์ ปลาหมึกกล้วย

 
ธนิตนำทัพประชุมบอร์ด ส.อ.ท. 11ธ.ค.บีบพยุงศักดิ์ออก
อุตสาหกรรม
Tnit_Soratส.อ.ท.จัดการประชุมกรรมการบริหารวาระพิเศษวันที่ 11 ธ.ค.นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ โดยเฉพาะการขอให้นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. ลาออก

นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. จะจัดให้มีการประชุมกรรมการบริหารวาระพิเศษวันที่ 11 ธันวาคม 2555 เวลา 12.00 น. ณ ห้องรัชดา 1-2 โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค หลังจากการประชุมจะมีการแถลงข่าวเวลา 14.00 น. โดยได้เชิญประธานสภาอุตสาหกรรมทั้ง 5 ภาค ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และคณะกรรมการบริหาร เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ โดยเฉพาะการขอให้นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. ลาออก เพื่อเปิดทางให้ใช้เวทีการประชุมนี้แก้ไขปัญหาภายใน โดยไม่ต้องดึงภาคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งแนวคิดนี้กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การลาออกของนายสันติ วิลาสศักดานนท์ เป็นการลาออกเฉพาะตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. แต่คณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการยังคงอยู่ โดยตามข้อบังคับ ส.อ.ท. ฉบับที่ 2 ข้อ 12 ทวิ ระบุว่า "เมื่อประธานสภาพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และวาระของประธานสภาเหลือไม่น้อยกว่า 180 วัน ให้เลขาธิการสภาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาไปพลางก่อน" โดยในฐานะเลขาธิการจะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานจนกว่าจะมีการเลือกประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ ในวันที่ 24 ธันวาคม 2555

นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)และประธานกรรมการบริหารบริษัท ที.เค.การ์เมนต์ จำกัด กล่าวว่า แนวคิดการจัดตั้งสมาคมเอสเอ็มอีเกิดจากการหารือระหว่างสมาชิกสายต่างจังหวัด ต้องการให้สมาคมมีบทบาทช่วยเหลือสมาชิกเอสเอ็มอีจริงๆ ปัจจุบันไม่มีจำนวนสมาชิกชัดเจนเพราะต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงอุตสาหกรรมว่าจะพิจารณาข้อกฎหมายส.อ.ท.อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะประเด็นที่นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล อ้างว่ามีอำนาจเลื่อนการประชุมกรรมการส.อ.ท.เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้การโหวตปลดกรรมการบริหาร(กบ.)ชุดของนายพยุงศักดิ์เป็นโมฆะ และอ้างว่าสมาชิกส.อ.ท.2ใน3ส่วนเท่านั้นที่ปลดประธานส.อ.ท.ได้

ทั้งนี้ยืนยันว่าตามพ.ร.บ.ส.อ.ท.กำหนดไว้ชัดเจนว่าอำนาจปลดประธานส.อ.ท.เป็นของกรรมการส.อ.ท.ไม่ใช่สมาชิก 2 ใน 3 ส่วนแน่นอน และอำนาจของสมาชิกคือปลดกรรมการส.อ.ท. 348 คน เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ชัดเจนในพ.ร.บ.ส.อ.ท.

นายทวีกิจ กล่าวว่า วันที่ 24 ธันวาคมจะมีการประชุมกรรมการส.อ.ท.แน่นอนไม่ว่าผลการพิจารณาของกระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นอย่างไร หากชี้ว่าการเลื่อนประชุมกรรมการส.อ.ท.วันที่ 26 พฤศจิกายนถูกกฎหมาย ก็สมควรประชุมวันที่ 24 ธันวาคมเพื่อให้สมาชิกตัดสินใจว่าจะสนับสนุนนายพยุงศักดิ์ต่อหรือไม่ แต่หากกระทรวงอุตสาหกรรมชี้ว่าวันที่ 26 พฤศจิกายนประชุมถูกต้อง กรรมการส.อ.ท.จะโหวตเลือกกรรมการบริหาร(กบ.)ชุดใหม่ทันที และดำเนินการเหมือนเดิมทุกอย่าง เพราะทราบว่าขณะนี้นายพยุงศักดิ์เตรียมสั่งเลื่อนประชุมอีกครั้ง และใช้เงินของส.อ.ท.สั่งปิดห้องประชุมที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ เพราะเจ้าตัวไม่ยอมรับความจริงว่าสมาชิกไม่ต้องการแล้ว

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานส.อ.ท.และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชียแปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์แมนูแฟคจอริ่ง กล่าวว่า ขอทำความเข้าใจอุตสาหกรรมยานยนต์ยืนยันมาตลอดว่าพร้อมทำงานในส.อ.ท.และภายใต้ประธานส.อ.ท.ที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางฝ่ายที่ต่อต้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานส.อ.ท.เห็นว่าฝ่านตนถูกกฎหมายเหมือนกันจึงนำชื่อตนใส่ในกรรมการชุดใหม่ แต่ตนยืนยันว่าขณะนี้สนับสนุนนายพยุงศักดิ์ เพราะเป็นประธานที่ถูกกฎหมายในเวลานี้ ส่วนการประชุมวันที่ 24 ธันวาคมจะมีขึ้นหรือไม่ ต้องรอคำสั่งของนายพยุงศักดิ์ว่าจะกำหนดให้มีการประชุมหรือไม่

นายวีรศักดิ์ โฆษิตไพศาล รองประธานส.อ.ท. และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เครือปตท.กล่าวว่า ยังคงเป็นรองประธานส.อ.ท.ที่มีนายพยุงศักดิ์ เป็นประธาน และทำงานร่วมกันปกติ ส่วนวันที่ 24 ธันวาคมนี้จะมีการประชุมหรือไม่ ต้องรอให้นายพยุงศักดิ์เป็นผู้พิจารณา สำหรับแนวคิดที่สมาชิกส.อ.ท.อีกฝ่ายอยากตั้งสมาคมเอสเอ็มอีแยกจากส.อ.ท.นั้นเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายจะพิจารณา ไม่ขอออกความเห็น

 
สันติใส่เกียร์ถอยยอมลาออกประธานส.อ.ท.
อุตสาหกรรม
Santi_Vilassakdanon"สันติ"ยื่นหนังสือลาออกจากประธานส.อ.ท. เพื่อลดความขัดแย้ง ด้านสมาชิกฝั่งสันติ แนะ "พยุงศักดิ์"ลาออกด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้เลือกประธานใหม่ ขณะที่ "พยุงศักดิ์"ประชุมกรรมการนัดพิเศษ มีมติไม่ให้ออก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่6ธ.ค.ที่ผ่านมา นายสันติ วิลาสศักดานนท์ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ได้ส่งหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งประธานสภา ส.อ.ท. มายังกระทรวงอุตสาหกรรม โดยให้เหตุผลเพื่อเห็นแก่องค์กรโดยรวม ไม่ต้องการให้มีความแตกแยก ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะพิจารณาในข้อกฎหมายอีกครั้งถึงเรื่องการตั้งคณะกรรมการบริหารอีกครั้ง ว่าจะต้องยกเลิกคณะกรรมการชุดดังกล่าวด้วยหรือไม่ หรือการตั้งคณะกรรมการเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ควรจะมีการถอยกันคนละก้าวเพื่อเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย อย่างแม้จริง เพราะไม่ต้องการให้ส.อ.ท.ดูอ่อนแอ และมีการเมือง เข้ามาแทรกแซงไปมากกว่านี้ ซึ่งนายสันติ คงเห็นถึงปัญหานี้จึงยอมลาออกจากตำแหน่ง และเปิดโอกาสให้สมาชิกเลือกตั้งเข้ามาใหม่ หากจะมีการเลือกตั้งใหม่ ในอนาคต

"ผมและทีมงานของนายสันติ ก็อยากขอให้ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานส.อ.ท. ควรจะลาออกด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อถอยกันคนละก้าว และเข้าสู่กระบวนการการคัดเลือกประธานใหม่อีกครั้ง และในการประชุมคณะกรรมการส.อ.ท. (กส.) ในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ ก็ควรจะเปิดโอกาสให้กรรมการส.อ.ท. 348 คน ได้เลือกประธานส.อ.ท. คนใหม่อีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้นายพยุงศักดิ์หมดวาระในปี2557 จะได้ชี้ให้เห็นว่าสมาชิกส.อ.ท.จะเลือกใครกันแน่ และปัญหาทุกอย่างก็คงจบลงได้ด้วยดี แต่หากนายพยุงศักดิ์ไม่ลาออก ในวันที่ 24 ธ.ค. ก็ยังยืนยันจะมีการประชุมคณะกรรมการและเลือกประธานส.อ.ท.คนใหม่อีกครั้งหนึ่งในวันดังกล่าวอย่างแน่นอน"

นางเพชรรัตน์ เอกแสงกุล รองประธานสายงานอุตสาหกรรม ส.อ.ท. กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลที่นายพยุงศักดิ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานส.อ.ท. ก่อนกำหนด เนื่องจากไม่ได้ทำผิดอะไร ขณะที่นายสันติ จะลาออได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้เป็นประธานส.อ.ท.มาตั้งแต่ต้น

" ในวิกฤตที่เกิดขึ้นในส.อ.ท.ก็มีโอกาสที่ดีอยู่ คือควรจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบ การเลือกตั้งของส.อ.ท.ใหม่ ให้โปร่งใส และเป็นการเลือกตั้งอย่างแท้จริง ไม่ใช่วางตัวกันมา ปัจจุบันการเลือกตั้งของส.อ.ท.สามารถใช้สิทธิแทนกันได้ สามารถฝากเสียงมาให้ลงคะแนนแทนได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เป็นธรรม ไม่ก่อให้เกิดการเลือกตั้งอย่างแท้จริง จึงควรต้องปรับเปลี่ยนใหม่ "

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลาออกจากตำแหน่งของนายสันติ เกิดขึ้นจากการแนะนำจากผู้ใหญ่ที่เป็นอดีตประธานส.อ.ท.และรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่แนะนำว่าควรจะถอยออกมาคนละก้าว เพื่อลดความขัดแย้ง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่โดยให้ทั้งสองคนแข่งขันกันใหม่

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อสอบถาม เรื่องความวุ่นวายของส.อ.ท.ทั้งจากนายสันติและนาพยุงศักดิ์ ตลอดจนทีมงานของทั้งสองฝ่าย แต่ไม่มีรายใดยอมรับโทรศัพท์แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่ล่าสุด เมื่อเย็นวันที่6ธ.ค.ที่ผ่านมา ทีมงานของนายพยุงศักดิ์ ได้ส่งอีเมล์ข่าวแจกมาให้ผู้สื่อข่าวโดยระบุว่า เมื่อวันที่ 4 ธ.คที่ผ่านมา นายพยุงศักดดิ์ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการสายงานอุตสาหกรรม ของส.อ.ท.วาระพิเศษ โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรม 37 กลุ่ม ที่เข้าร่วมประชุม และอีก 2 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม จากสมาชิก 42 กลุ่มอุตสาหกรรมโดยทั้ง 37 กลุ่มอุตสาหกรรม มีมติสนับสนุนการดำเนินงานของนายพยุงศักด์ ให้บริหารงานในตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ต่อไปจนครบวาระในเดือนมี.ค. 2557

นอกจากนี้ ยังมีเสียงสนับสนุนจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัด โดยเบื้องต้น มีกว่า 10 จังหวัด รวมทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ที่ยังให้การสนับสนุน นายพยุงศักดิ์ อาทิ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี ปทุมธานี ระยอง สมุทรปราการ ภูเก็ต พังงา กระบี่ สตูล สงขลา และปัตตานี.

 
อุตสาหกรรมรองเท้าไทยเสี่ยงปิดกิจการสูง
อุตสาหกรรม
Workerชี้ในปี 2556 มีแนวโน้มผู้ผลิตเอสเอ็มอี 20-30% เสี่ยงปิดกิจการจากทั้งหมด 6,000 ราย หลังขึ้นค่าแรง 300 บาทแถมเจอยุทธการปลาใหญ่กินปลาเล็กซ้ำเข้าไปอีกในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน

นายชนินทร์ จิตต์โกมุท นายกสมาคมรองเท้าไทย เปิดเผยว่า ในปีหน้า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรองเท้าไทยขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)ประมาณ 20-30% หรือกว่า 1,000 รายจากทั้งหมด ที่มีอยู่ประมาณ6,000 รายมีแนวโน้มว่าจะต้องปิดกิจการลง เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มโดยเฉพาะจากปัจจัยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300 บาทต่อวันทั่วประเทศที่จะมีผลบังคับ 1 ม.ค.2556

"ปีหน้าจะเป็นตัวชี้วัดว่าเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรม รองเท้าไทยจะอยู่หรือไปแน่เพราะการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ปี 2558 ประกอบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯและสหภาพยุโรปยังไม่ฟื้นตัวทำและจากการสำรวจของสมาคมฯพบว่าเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรม รองเท้าไทย 20-30% ปรับตัวรับการแข่งขันในตลาดส่งออก ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชลอตัว และจนถึงขณะนี้บางรายังไม่รู้จักรึคำว่าเออีซี คืออะไร จะมีผลกระทบทั้งทางบวกและลบต่อการประกอบกิจอย่างไร โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรองเท้าที่มีแนวโน้มว่าต้องปิดกิจการ เมื่อเปิดเออีซีคือผู้ผลิตในลักษณะสือทอดกิจการจากบรรพบุรุษหรือผลิตในแบบครอบครัว เน้นการใช้แรงงานจำนวนมาก หรือโรงงานห้องแถวทำให้ปรับตัวรับกับต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นและการแข่งขันได้ลำบาก"

ทั้งนี้ล่าสุดผู้ประกอบการ ผลิต รองเท้าขนาดใหญ่ มีบริษัทลูกที่เป็นเครือข่ายในการผลิต วัสดุอุปกรณ์ในการผลิตรองเร้า ที่เป็นเอสเอ็มอีขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เริ่มหันมารับคำสั่งซื้อ(ออร์เดอร์)ทั้งหมดจากลูกค้าหรือการเข้าสู่ระบบการผลิตในรูปแบบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป คือผลิตออกมาเป็นรองเท้าด้วยตัวเอง ต่างจากอดีตที่คำสั่งซื้อเล็กๆ น้อยๆจากผู้ค้าส่งหรือผู้ค้าปลีก ผู้ประกอลการดังกล่าว จะส่งต่อออเดอร์ให้เอสเอ็มอีในธุรกิจการผลิตรองเท้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กแทน การทำเช่นนี้เหมือนกับปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้ภาพรวมของเอสเอ็มอีรองเท้าขนาดเล็กจะไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรองเท้าที่เป็นเอสเอ็มอีด้วยกันแต่เป็นเอสเอ็มอีขนาดกลาง

สำหรับผู้ผลิตรองเท้า รายใหญ่จากปัจจุบันที่ผลิตสินค้าป้อนสู่ ผู้บริโภคตลาดบนหรือสินค้าที่มีราคาแพงแต่ไม่ใช่แบรนด์หรือยี่ห้องดังๆ ในปีหน้าและปี2558 ที่เออีซีมีผลในทางปฏิบัติ หากยังไม่สามารถปรับตัวในการหาตลาดต่างประเทศได้ ก็อาจต้องลดขนาดกิจการลง เพื่อหันมาเจาะกลุ่มลูกค้าระดับล่างและกลางและต้องเน้นไปในตลาดอาเซียนแทน ซึ่งก็ยังต้องแข่งขันกับผู้ผลิตรองเท้าในอาเซียนด้วยกัน ที่ก็จะส่งสินค้าเข้ามาทดลองตลาดในประเทศไทย แต่หากเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่เน้นการรับจ้างผลิตรองเท้าป้องแบรนด์ดังๆ ก็จะยังคงดำเนินกิจการอยู่ได้เพราะผู้บริโภคระดับบนยังมีกำลังซื้ออยู่ตามปกติ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

"สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปีหน้า คือการที่แรงงานของประเทศไทยยังคงขาดแคลนทุกระดับ ทั้งแรงานไร้ฝีมือและมีฝีมือเมื่อรัฐมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300 บาทต่อวัน ย่อมกดดันให้ผู้ประกอบการ ยอม จ่ายค่าแรงสำหรับผู้มีฝีมือก็ต้องสูงเกิน 300 บาท เพื่อรักษาแรงงานกลุ่มนี้เอาไว้ เพราะแรงงานที่มีฝีมือก็มีสิทธิที่จะกลับไปทำงานในภูมิลำเนาของตนเอง หากค่าแรงเท่ากันทั้งประเทศ เพราะโรงงานรองเท้าส่วนใหญ่ตั้งกิจการในกรุงเทพปริมณฑลเป็นหลัก เพื่อสะดวกในการจัดหาวัตถุดิบและการส่งออก "

นายชนินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้แรงงานคนไทยค่อนข้างเกี่ยงในการทำงาน มีเงื่อนไขค่อนข้างมาก ทำให้โรงงานเอสนเอ็มอีดำเนินกิจการได้ลำบาก เพราะขาดแคลนแรงงาน ส่วนหนึ่งแรงงานต้องการเข้าไปทำงานในโรงงานที่มีห้องปรับอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ ต่างจากโรงงานเอสเอ็มอีที่ทำงานในห้องปกติ สมาคมฯจึงต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนนโยบายที่เอื้อต่อการจ้างแรงงานต่างด้าว ให้มากขึ้น เพราะเมื่อมีเออีซีแรงงานต่างด้าวที่ต้องการแสวงหารายได้ที่สูงกว่าค่าจ้างแรงงานในประเทศตนเอง ก็ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน แมว่าแรงงานบางส่วนอาจต้องการกลับไปทำงานในประเทศของตนเอง ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศตนเองขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็มั่นใจว่าจะยังมีแรงงานต่างด้าวหลังเปิดเออีซี ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทยเช่นกัน.

 
เอสเอ็มอีต่างจังหวัดขาดแคลนแรงงานหนัก
อุตสาหกรรม
sme_workerโรงงานเอสเอ็มอีภูธร เซ็งแรงงานแห่ลาออกไปเก็บข้าว-อ้อย กลับมาอีกทีหลังปีใหม่ ด้านผู้ประกอบการเล็งปรับไซต์โรงงานลดต้นทุนรับค่าแรง300 บาท

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท. ) เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงงานเอสเอ็มอี ในต่างจังหวัดจำนวนมาก เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เนื่องจากแรงงานที่เป็นเกษตรกรเริ่มลาออกจากงาน เพื่อไปทำงานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะพืชเกษตรอย่าง ข้าว และ อ้อย ที่อยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ไม่สามารถเดินกำลังการผลิต ได้อย่างเต็มที่ทั้งๆที่หลายรายมีคำสั่งซื้อ(ออเดอร์) ในช่วงเทศกาลคริสมาสต์และเทศกาลปีใหม่ในปริมาณมาก

สำหรับแรงงานที่ทำเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม คิดเป็นตัวเลขแล้วมีอยู่ประมาณหลายหมื่นคน แต่แรงงานประเภทนี้โรงงานอุตสาหกรรม ยังถือว่ายังเป็นกลุ่มที่ไม่มีประสิทธิภาพ และพัฒนาศักยภาพได้ลำบากเพราะมีการทำงาน 7-8 เดือนจากนั้นอีก 4-5เดือนก็กลับไปทำงานในภาคเกษตร เนื่องจากส่วนใหญ่มีไร่นาอยู่แล้ว และคาดว่ากลุ่มที่ลาออกไปทำงานด้านเกษตรกรรมจะเข้ามาสมัครงานอีกครั้งในช่วงหลังปีใหม่

ทั้งนี้ สาเหตุที่โรงงานจำเป็น ต้องรับแรงงานกลุ่มนี้ เพราะยอมรับว่าหลายที่ขาดแคลนแรงงาน และที่สำคัญการใช้แรงงานที่เป็นคนไทย ยังดีกว่าการใช้แรงงานต่างด้าว เนื่องจากแรงงานต่างด้าว นอกจากจะเริ่มต้นทุนการอบรมการทำงานแล้ว ยังต้องอบรมการสื่อสารกับคนไทยอีก

"นายจ้างยอมรับว่าการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ในต่างจังหวัด นอกจากจะมีความเสี่ยงเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นแล้ว ยังมีความเสี่ยง เรื่องของการขาดแคลนแรงงา น โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในภาคการเกษตรด้วย เพราะเมื่อถึงช่วงการเก็บเกี่ยวก็จะทำให้แรงงานกลุ่มนี้ก็กลับไปทำไร่ทำนา ทำให้การเดินเครื่องกำลังการผลิต ต้องชะลอหรือบางรายต้องสะดุด เพราะไม่สามารถหาแรงงานมาทแทนได้ทัน"

นายวัลลภ กล่าวว่า ขณะนี้โรงงานเอสเอ็มอี ในต่างจังหวัดเริ่มปรับลดขนาดกิจการ ชะลอรับแรงงานใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ยกเว้นกลุ่มแรงงานฝีมือ รวมถึงมีการกดดันให้แรงงาน ที่ไม่มีศักยภาพออกจากงานเพื่อเตรียมรับมือต้นทุนที่จะสูงขึ้นหลังจากรัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ300 บาทต่อวันทั่วประเทศ เนื่องจากนโยบายดังกล่าวส่งผลกระต้นทุนต้นทุนการผลิตอย่างมาก

ทั้งนี้หากมาตรการต่างๆไม่สามารถแก้ปัญหาต้นทุน ที่สูงขึ้นผู้ประกอบการบางราย ได้เตรียมแผนขั้นต่อไปในการปิดกิจการแล้วไปเปิดโรงงานใหม่ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานของรัฐหรือใกล้กับระบบขนส่ง เพราะจะช่วยลดต้นทุนได้ในระดับหนึ่ง และสุดท้ายหากมีเงินทุน และเครือข่ายคงต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ภายใน 1-2 ปี หากมาตรการลดต้นทุนด้านต่างๆ ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพคน การลดการใช้พลังงาน และการบริหารจัดการด้านต่างๆ หากไม่ได้ผล หนทางเดียว ที่ผู้ประกอบการดำเนินการคือการปิดกิจการ เพราะคงไม่มีเอสเอ็มอีรายใด ที่ทำธุรกิจแล้วไม่ได้กำไรก็ยังทำต่อไป

ทั้งนี้ยอมรับว่าเท่าที่มีการสำรวจเอสเอ็มอีใน70 จังหวัด ในกรณีที่รัฐบาลได้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300บาทต่อวันพบว่าจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมี 29จังหวัดเพราะค่าแรงจะเพิ่มขึ้น 80-90% ประกอบด้วย พะเยา ศรีสะเกษ น่าน ตาก สุรินทร์ พิจิตร พิษณุโลก แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์ นครพนม ชัยภูมิ มุกดาหาร ลำปาง สุโขทัย หนองบัวลำภู เชียงราย นครสวรรค์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท และสุพรรณบุรี

สำหรับ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรองลงมา คือมีค่าจ้างเพิ่ม 70-79% มี ทั้งหมด 25 จังหวัด คือ กำแพงเพชร อุทัยธานี ตราด บึงกาฬ ลำพูน หนองคาย นครนายก ปัตตานี นราธิวาส อุดรธานี อุบลราชธานี ประจวบคีรีขันธ์ ยะลา สมุทรสงคราม สุราษฏร์ธานี ชุมพร พัทลุง เลย สตูล สระแก้ว นครศรีธรรมราช อ่างทอง ตรัง สงขลา และสิงห์บุรี

ขณะที่ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบปานกลางคือมีค่าจ้างเพิ่ม60-69% มี11 ประกอบด้วย จันทบุรี เพชรบุรี เชียงใหม่ ราชบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี กระบี่ ระนอง และพังงา ส่วนจังหวัดที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด มี 5 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา สระบุรี และชลบุรี

 
กกร.ชง 7 มาตรการลดผลกระทบค่าแรง 300 บาท
อุตสาหกรรม
Ponbgsak_Assakulแนะรัฐจัดงบตั้งกองทุนจ่ายเงินส่วนต่างให้เอกชน ลดเงินสมทบประกันสังคม จี้เร่งทำคลอดมาตรการช่วยเหลือให้ทันก่อน ม.ค.ปีหน้า คาดผู้ประกอบการใช้เวลา 3 ปีปรับตัว

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทยว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการลดผลกระทบการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค.56 นี้ โดยนำมาตรการของกระทรวงแรงงาน 27 ข้อมาพิจารณาเพื่อกำหนดท่าทีของ กกร.ที่จะให้ภาครัฐดำเนินการให้ทันเดือน ม.ค.ปีหน้า และต้องเป็นมาตรการที่มีผลในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีมากที่สุดเพื่อให้ธุรกิจยังอยู่ต่อไปได้

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่า กกร.พิจารณาแล้วถึงมาตรการสำคัญเร่งด่วนที่ช่วยลดผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 7 ข้อที่ผู้ประกอบการและจะเสนอให้รัฐบาลดำเนินการคือ 1. ลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนของนายจ้างและลูกจ้างจากเดิม 5% เหลือ 2.5% และไม่ลดสิทธิการคุ้มครองลูกจ้าง 2. ตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างจากการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำ โดยในปี 56 ให้กองทุนชดเชยส่วนต่างให้ผู้ประกอบการ 75% ส่วนปี 2557-58 กองทุนชดเชยให้ 50% และ 25% ตามลำดับ 3. ลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับการรับจ้างเหมาช่วงจาก 3% เหลือ 0.1%

4. ลดค่าน้ำประปาและไฟฟ้าให้เอสเอ็มอี 50% เป็นเวลา 3 ปี 5. ลดค่าธรรมเนียมห้องพักที่เรียกเก็บสำหรับโรงแรมที่เป็นเอสเอ็มอีที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน ลง 50% เป็นเวลา 3 ปี 6. ขยายเวลาสินเชื่อสำหรับพัฒนาผลิตภาพการผลิตวงเงิน 20,000 ล้านบาทออกไปอีก 3 ปี นับจากปี 56 เพื่อให้เอสเอ็มอีใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพกิจการ และ 7. คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับเอสเอ็มอีเป็นเวลา 3 ปี

"กกร.จะหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวกับกระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงาน และคาดว่านายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะประชุมเพื่อสรุปแนวทางภายในสัปดาห์นี้ และคาดว่ามาตรการช่วยเหลือจะออกมาก่อนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะมีขึ้น"

นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า กกร.จะหารือกับกระทรวงแรงงานในวันที่ 4 ธ.ค.นี้ โดยจะให้ปรับลดเงื่อนไขสินเชื่อสำหรับพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอีที่กองทุนประกันสังคมให้วงเงินมา และที่ผ่านมาให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการ และใช้เงื่อนไขการกู้ของธนาคารพาณิชย์ เช่น ผลประกอบการ หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งทำให้มีเอสเอ็มอีได้รับสินเชื่อไปเพียง 740 ล้านบาท รวมทั้งหารือให้ลดการสมทบเงินเข้ากองทุนประกันสังคม 2.5% จากที่คณะกรรมการกองทุนประกันสังคมมีมติลดไปแล้ว 1% โดยต้องการให้ลดอีกเพราะเคยลด 2% ช่วงที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และจะช่วยลดต้นทุนค่าแรงให้ผู้ประกอบการ 0.8% ซึ่งข้อสรุปที่ได้จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคัรฐและภาคเอกชน (กรอ.) ที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานภายในเดือน ธ.ค.นี้.

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย