หน้าแรก ข่าวประกันภัย
ข่าวเกษตร-อุตสาหกรรม


hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
ธุรกิจประกันชีวิตปี 54 โกยเบี้ยรับ 3.28 แสนล้านบาท
ประกันภัย
Sutti_Ragitrangsanธุรกิจประกันชีวิต ปี 2554 ฝ่าวิกฤติน้ำท่วม มีเบี้ยรับรวม 3.28 แสนล้านบาท พุ่งขึ้น 10.9 % พร้อมฟันธงปีนี้การเมืองนิ่ง-ไม่มีน้องน้ำตามหลอน เบี้ยปีนี้พุ่งขึ้น 15 %

นายสุทธิ รจิตรังสรรค์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันชีวิต ระหว่าง ม.ค.-ธ.ค. 2554 มีเบี้ยประกันรับรวม 328,596.7 ล้านบาท เติบโตเพิ่มจากปีก่อน 10.9 % แยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 98,521.2 ล้านบาท เติบโต 5.2 % และเบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป 230,075.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6 % โดยมีอัตราความคงอยู่ 86 %

"อัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตไทย เป็นไปตามความคาดหมาย คือ เติบโตไม่ต่ำกว่า 10 % ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าภาคธุรกิจประกันชีวิตต้องเผชิญกับวิกฤตมหาอุทกภัยเช่นเดียวกับภาคธุรกิจอื่นๆ จนสาขาของบริษัทประกันชีวิตบางแห่งไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่จีดีพีหรือผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ ขยายตัวประมาณ 3 % ขณะเดียวกันเบี้ยประกันชีวิตเติบโตถึง 10.9 %"

ทั้งนี้ การเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตที่ผ่านมา หากเปรียบเทียบเฉพาะรายไตรมาสของปี 2554 และปี 2553 พบว่า ในปี 2554 ไตรมาส 1 เติบโตเพิ่มขึ้น 12.0 % ไตรมาส 2 เติบโตเพิ่มขึ้น 15.1 % ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 เติบโตเพิ่มขึ้น 10.9 % และ 6.6 % ตามลำดับ เป็นผลให้เบี้ยประกันชีวิตตลอดทั้งปี 2554 เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 10.9 % อันเนื่องมาจากจำนวนเบี้ยประกันชีวิตที่เติบโตในเกณฑ์ดีจาก 3 ไตรมาสแรกของปีสามารถชดเชยกับไตรมาสสุดท้ายได้

สำหรับปีนี้ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังคงเดินหน้าเพื่อรักษาระดับอัตราการเติบโตให้ดีอย่าง ต่อเนื่อง ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครอง การออม และการลงทุน รวมถึงการบริการที่เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งสมาคมตั้งเป้าหมายว่าหากไม่มีวิกฤตมหาอุทกภัยหรือปัญหารุนแรงทางการ เมืองเกิดขึ้นอีก อัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในปี 2555 จะประมาณ 15 %

 
บริษัทประกันชีวิตร้องให้คปภ.ลดค่าธรรมเนียม
ประกันภัย
Insuaranceขอลดนำส่งเบี้ยประกันปีแรกจาก 0.3%ลงอีก เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องให้เรียกเก็บจากแบงก์ออมสินด้วย เพื่อแข่งขันที่เป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทประกันชีวิต ได้เรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน ภัย (คปภ.) ให้ปรับลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียม เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และเป็นมาตรฐานเดียวกับธนาคารออมสิน ที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับคปภ. และยังไม่ต้องดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง หรือ RBC

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน บริษัทประกันชีวิต ต้องส่งค่าธรรมเนียม 0.3 % จากการเสนอขายประกันชีวิตรายใหม่ หรือ ต้องเสียค่าธรรมเนียม 0.3 % ของเบี้ยปีแรก หากเป็นเบี้ยประกันที่จ่ายครั้งเดียว หรือ ซิงเกิ้ลพรีเมี่ยมต้องส่งค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.15% ส่วนค่าธรรมเนียมของเบี้ยปีต่ออายุให้คปภ.ในอัตรา 0.15%

นอก จากนี้บริษัทประกันชีวิต ยังมีภาระต้นทุนที่เพิ่มจากการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ ที่จะนำมาใช้อีกด้วย และยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการนำกฎเกณฑ์ใหม่ของคปภ. เช่น การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง หรือ RBC และมีการตั้งสำรองอีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า บริษัทประกันชีวิต กับธนาคารออมสิน อยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เหมือนกัน ก็ควรที่จะต้องปรับปรุงให้มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ควรเลือกปฏิบัติหรือดับเบิ้ลแสตนดาร์ด

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ผู้บริหารของบริษัทประกันชีวิตได้เห็นความไม่ถูกต้องมาเป็น เวลานานแล้ว แต่ไม่มีใครกล้านำเรื่องหารือกับคภป. หรือสมาคมประกันชีวิต เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อการออกกรมธรรม์ใหม่ของบริษัทประกันชีวิต แต่เมื่อสมาคมธนาคารไทย ได้มีการเรียกร้องให้กระทรวงการคลัง กรณีพ.ร.ก.แก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ต้องเรียกเก็บธรรมเนียม ธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น ได้เรียกร้องให้กระทรวงการคลังเรียกเก็บจากธนาคารเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารออมทรัพย์ ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม จากปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ ถูกเรียกเก็บ 0.4 % ของเงินฝาก

 
กิตติรัตน์สั่งเพิ่มกองทุนประกันภัยคุ้มครอง 1 ล้านล้าน
ประกันภัย
Kittirath_Na_ranongรื้อรูปแบบกองทุนประกันภัยใหม่ ขยายวงเงินคุ้มครองเป็น 1 ล้านล้านบาท จากเดิม 5 แสนล้านบาท หวังเปิดทางอุ้มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ พร้อมขยายทุนคุ้มครองเอสเอ็มอี

นาย ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ขณะนี้กองทุนประกันภัยได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ ภายหลังจากที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีได้เข้ามาเป็นรมว.คลัง พร้อมตั้งชื่อเป็น"กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ" เนื้อหาหลักๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเงินกองทุนเริ่มแรก 50,000 ล้านบาท คุ้มครอง 500,000 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินจากเอกชน 2,000 ล้านบาท และรัฐบาล 28,000 ล้านบาท รวมเป็น 30,000 ล้านบาท หากประชาชนมีความต้องการเพิ่มรัฐบาลจะนำเงินส่วนที่เหลือไปซื้อประกันภัยต่อ ในต่างประเทศ สำหรับของใหม่ให้เพิ่มความคุ้มครองจาก 500,000 ล้านบาท เป็น 1 ล้านล้านบาท

โดย ภาคครัวเรือนให้คงความคุ้มครองเอาไว้ที่ 100,000 บาท เหมือนเดิม เพราะมีจำนวนครัวเรือนในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1.3 ล้านครัวเรือน ส่วนการคุ้มครองธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ของเดิมกำหนดความคุ้มครองเอาไว้ 20% ของทุนประกัน และสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท และภาคอุตสาหกรรมเดิมกำหนดความคุ้มครองเอาไว้10%และไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย เปลี่ยนใหม่เป็นเอสเอ็มอีและภาคอุตสาหกรรมเป็น 200 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับระบบ

ขณะ นี้คปภ.อยู่ระหว่างดำเนินการในรายละเอียดทั้งหมด รวมถึงการสรรหาคณะกรรมการกองทุน ประธานกองทุน และผู้จัดการกองทุน โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์นับจากนี้จะได้ข้อสรุปทั้งหมด หรือ ประมาณ ต้นก.พ. ส่วนแนวทางการบริหารจัดการกองทุนนั้น จะต้องนำผลศึกษาของหลายประเทศมาดูว่ามีรูปแบบไหนบ้าง แล้วนำมาประยุกต์ให้เข้ากับประเทศไทย หลังจากนั้นก็ต้องนำเสนอต่อรมว.คลังอีกครั้ง

ผู้ สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังเพิ่มเติม ว่า ภายหลังจากที่นายกิตติรัตน์ เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ได้มีนโยบายให้ขยายวงเงินการคุ้มครองให้ได้ถึง 1 ล้านล้านบาท และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบขนาดและรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัยใหม่ จากเดิมที่จะมีเงินกองทุนเริ่ม แรกที่ 50,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะสามารถรับคุ้มครองความเสียหายได้สูงถึง 500,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10 เท่าของเงินประเดิม เนื่องจาก รมว.คลัง ต้องการให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากขึ้น เพราะเห็นว่าหากสามารถเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาจะเป็นผลดีต่อ เศรษฐกิจ จากเดิมในการก่อตั้งกองทุนประกันภัย จะเน้นให้ความสำคัญกับภาคครัวเรือน และกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และภาคอุตสาหกรรมบางส่วนเท่านั้น โดย รมว.คลังมั่นใจในปีนี้จะไม่เกินเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรงเหมือนในปีที่ ผ่านมาแน่นอน ซึ่งการขยายวงเงินความคุ้มครองออกไปให้ถึง 1 ล้านล้านบาทนั้น ก็เท่ากับเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้กับมาระดับหนึ่ง

อย่าง ไรก็ตาม กระทรวงการคลังมองว่าการขยายวงเงินความคุ้มครองออกไปจากเดิม 500,000 ล้านบาท จำเป็นที่รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนกองทุนฯ ด้วย เช่น 1. รัฐบาลจะต้องใส่เงินเพิ่มให้กับตัวกองทุน หรือ 2. รัฐบาลจะ ต้องเข้ามาการันตี หรือค้ำประกันในส่วนของวงเงินความคุ้มครองที่เกินจากระดับ 500,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลัง เห็นว่าแนวทางที่ดีที่สุดหากจะขยายกองทุนให้ใหญ่ขึ้น คือ การที่รัฐบาลเข้ามาการันตีความเสียหาย เพราะหากใช้แนวทางแรก คือ การใส่เงิน ก็หมายความว่ารัฐบาลจะต้องมีเงินสดใส่เข้าไปในกองทุนทันที แต่หากใช้เป็นการการันตี หากความเสียหายไม่เกินจากระดับ 500,000 ล้านบาทแรก ก็ไม่ต้องใช้เงินจากรัฐบาล แต่ถ้าความเสียหายเกินรัฐบาลถึงค่อยใส่เงินเข้าไป

สำหรับ ในหลักการเบื้องต้น คือ หากมีความเสียหายเกิดขึ้น ตัวกองทุนประกันภัยฯ จะรับภาระ 50,000 ล้านบาทแรก และหากความเสียหายเกินจากระดับ 50,000 ล้านบาท ไปจนถึง 500,000 นล้านบาท กองทุนฯ ก็จะให้บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศเป็นผู้รับภาระ ขณะที่ในส่วนของความเสียหายที่เกินจากระดับ 500,000 ล้านบาทขึ้นไปจนถึงระดับ 1 ล้านล้านบาทตามที่รัฐบาลต้องการนั้น รัฐบาลก็จะต้องเป็นผู้ที่เข้ามารับภาระดูแล

อย่าง ไรก็ตาม ในส่วนของรูปแบบและรายละเอียดเกี่ยวกับการรับภาระความเสียหายร่วมกันระหว่าง ภาคเอกชนและรัฐบาลนั้น ยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกันของกระทรวงการคลัง คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัย โดยคาดว่าต้นเดือน ก.พ.55 จะได้ข้อสรุปทั้งหมด ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทางกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยเสนอมาว่าจะสามารถร่วมกันรับความเสี่ยงจาก ความเสียหายที่เกิดขึ้น อยู่ที่ 1% และมีความพร้อมในการใส่เงินเข้าไปในกองทุนประกันภัยฯ ประมาณ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่กระทรวงการคลังเห็นว่าเป็นระดับที่น้อยเกินไป อีกทั้ง 1% ของความคุ้มครอง 500,000 ล้านบาท ก็อยู่ที่ 5,000 ล้านบาทด้วย จึงมอบหมายให้ทาง คปภ. กลับไปดำเนินการหารือกับภาคเอกชนอีกครั้ง

ขณะ ที่รูปแบบกรมธรรม์และเบี้ยประกันภัยนั้น ก็อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดเช่นเดียวกัน เบื้องต้น จะคิดเบี้ยประกันภัยตามความเสี่ยง คือ ถ้าเสี่ยงมาก ก็จ่ายเบี้ยสูงหน่อย นอกจากนั้น เห็นว่าเบี้ยประกันจะต้องถูกและอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล และที่สำคัญต้องไม่เอากรณีน้ำท่วมรุนแรงในปีก่อนหน้ามาใช้ประกอบการคิดเบี้ย ประกัน

 
ไทยพาณิชย์ผนึกเทเวศฯรับประกันภัยบ้านน้ำท่วม
ประกันภัย

Smith_Panomyongคนไทยเฮ!มีประกันภัยน้ำท่วมบ้านแล้ว ไทยพาณิชย์ผนึกเทเวศฯผุดบริการ "บ้านพิทักษ์ภัย" คุ้มครองอัคคีภัย และภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น น้ำท่วม สึนามิ คลื่นใต้น้ำ ลมพายุ สตอร์มเซิร์จ แผ่นดินไหว ลูกเห็บ และภูเขาไฟระเบิด

นายสมิทธ์ พนมยงค์  ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายเงินฝากและการลงทุน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วิกฤตมหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 54 ที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจประกันต่างๆ ระงับการขายประกันอัคคีภัยที่ขยายความคุ้มครองไปถึงภัยน้ำท่วม ธนาคารฯจึงเร่งรุกทำตลาด โดยร่วมกับบริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำเสนอผลิตภัณฑ์ "บ้านพิทักษ์ภัย" ซึ่งจะคุ้มครองอัคคีภัยพื้นฐาน และภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น น้ำท่วม สึนามิ คลื่นใต้น้ำ ลมพายุ สตอร์มเซิร์จ แผ่นดินไหว ลูกเห็บ และภูเขาไฟระเบิดเต็มสูบ ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

ทั้ง นี้ การดำเนินการดังกล่าว เพราะธนาคารฯ ได้คำนึงถึงผลกระทบจากความเสี่ยงและความเสียหายของลูกค้า หากเกิดอุทกภัยอีกในอนาคต สำหรับลูกค้าสินเชื่อบ้านรายใหม่ ที่มาขอสินเชื่อกับธนาคารฯ ก็จะกำหนดความคุ้มครองน้ำท่วมและภัยธรรมชาติ(ซับลิมิต) ไว้ 10% ของทุนประกันทรัพย์สิน สูงสุดถึง 50 ล้านบาท อัตราเบี้ย 6-9 % ของทุนประกันภัยคุ้มครองภัยน้ำท่วมและภัยธรรมชาติ ส่วนลูกค้าสินเชื่อบ้านเดิม สามารถซื้อประกันภัยน้ำท่วมเพิ่มเติมได้เช่นกัน

ด้าน นายชาติชาย ชินเวชกิจวานิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ 4 ภัยหลัก ได้แก่ ภัยน้ำท่วม ภัยแผ่นดินไหว ภัยจากลมพายุ และลูกเห็บนั้น เนื่องจากปี 55 ภัยเหล่านี้ไม่รวมอยู่ในความคุ้มครองของสัญญาประกันภัยต่อต่างประเทศ เหมือนปีที่ผ่านๆมา  ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับประกันภัยของบริษัทฯ รวมทั้งเพื่อต้องการช่วยรองรับการกระจายความเสี่ยง และบรรเทาภาระของผู้เอาประกันภัยในกรณีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จากภัยธรรมชาติดังกล่าว เทเวศประกันภัย จึงจะเป็นบริษัทรับประกันภัยในประเทศไทยรายแรกๆ ที่ได้เจรจากับผู้รับประกันภัยต่อรายใหญ่ในต่างประเทศให้จัดประกันภัยต่อรอง รับความเสี่ยงภัยส่วนนี้โดยเฉพาะ“ปัจจุบันเทเวศประกันภัย มีความพร้อมที่จะเสนอขายความคุ้มครองส่วนนี้แล้ว”

 

 

 
คปภ.ศึกษาข้อมูลจ่อตั้งกองทุนมหันตภัย
ประกันภัย
Areepong_Phucharumจี้ คปภ เร่งประเมินเสียหาย เอสเอ็มอีและประชาชนหลังน้ำลด พร้อมหยั่งเสียง บ.ประกันแบ่งรับความเสี่ยงได้ทั้งหมดหรือไม่ ก่อนชงรัฐ เผยหากจำเป็นถึงโดดอุ้ม

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง และในฐานะประธานบอร์ด สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมกานประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนมหันตภัย หรือพลูฟันด์ ว่า หากมีความจำเป็นในเวลานี้ รัฐบาลพร้อมมาช่วยเหลือทันที โดยที่จะตั้งหรือไม่ตั้งกองทุนฯ นั้น ภายในเดือนม.ค.ปีหน้าจะมีข้อยุติแน่นอน 
โดยมองในแนวทางพลูฟันด์ประกัน ที่แบ่งสัดส่วนการรับประกันระหว่างรัฐและเอกชน สำหรับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและประชาชนทั่วไปเท่านั้น เริ่มทุนประเดิมกองทุนประมาณ5หมื่นล้านบาท ตามที่สำนักงานคณะ กรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)ได้เสนอโมเดลมาแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น จะต้องให้ใช้กลไกปกติของภาคธุรกิจประกันให้เต็มที่มากที่สุดก่อน แล้วประ เมินว่า เพียงพอในการรับความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน มีความจำเป็นในสัดส่วนแค่ไหนที่รัฐจะต้องเข้ามาร่วมรับความเสี่ยงภัยด้วย

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ให้ทาง คปภ. ไปประเมินตัวเลขความเสียหายของธุรกิจเอสเอ็มอีและประชาชนที่แท้จริงหลังน้ำลด ,ข้อสรุปเงื่อนไขและเบี้ยประกันภัยต่อ,ความพอเพียงของบริษัทประกันในการรับความเสี่ยงภัย แล้วกลับมารายงานใหม่ในอีก3- 4 ในเบื้องต้นคาดว่าไม่ถึงแสนล้านบาท

"ตัวเลขเคลมที่รายงานมายังไม่ใช่ ความเสียหายแท้จริงก็ยังไม่เห็นภาพชัด ขณะนี้ก็ยังต้องรอการสำรวจภัยที่เพิ่งเข้าไปประเมินได้หลังน้ำลดแล้ว อีกทั้งข้อเสนอคปภเป็นเพียงการศึกษาการตั้งกองทุนและยังไม่ได้สรุปมาว่าจะใช้แบบไหนถึงจะดี แต่เดือนม.ค.55 ต้องชัดเจนได้แล้ว"

 
ครม.งุบงิบแจกสวัสดิการสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ
ประกันภัย
parliamentให้สิทธิ์ส.ส.-ส.ว.เบิกค่ารักษาพยาบาลครั้งละ 100,000 บาท,ค่าผ่าตัด 120,000 บาท ค่าตรวจสุขภาพ 7,000 บาท จากเดิมรัฐจ่ายค่าประกันสุขภาพแบบกลุ่มให้หัวละ 20,000 บาท แถมเบี้ยประชุมให้อีกครั้งละ 1,500 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่าในการประชุมคณะ รัฐมนตรี(ครม.)วานนี้(13ธ.ค.) ที่ประชุมครม.ได้อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและ ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการ พ.ศ.... และร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเกี่ยวกับการ ประกันสุขภาพ(การรักษาพยาบาล) ของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่มีการหารือกันในครม.ไม่ให้ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงข่าวให้ สาธารณชนรับทราบ

ทั้ง นี้ พบว่าในร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเกี่ยวกับการประกัน สุขภาพ(การรักษาพยาบาลของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ... ที่ครม.อนุมัตินั้น ได้เพิ่มสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลให้กับสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)และสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร(ส.ส.) จากที่ปัจจุบันส.ว.และส.ส.ได้รับการประกันสุขภาพเป็นรายปี โดยมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายในลักษณะการประกันสุขภาพกลุ่ม ให้กับผู้รับประกันในอัตราไม่เกิน 20,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณปีละ 12.6 ล้าน บาท แต่ร่างที่แก้ไขฉบับนี้ได้ปรับให้เป็นส.ว.และส.ส.จะได้รับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการรักษาพยาบาล โดยสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลทั่วไปต่อครั้งได้ 100,000 บาท,ค่าผ่าตัดต่อครั้งได้ 120,000 บาท และค่าตรวจสุขภาพประจำปีได้ 7,000 บาท โดยจะมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2556 เพราะปี2555 ยังอยู่ในสัญญาประกันสุขภาพกลุ่ม ซึ่งต้องรอให้สิ้นสุดสัญญาก่อน เพื่อไม่ให้มีการจ่ายเงินงบประมาณซ้ำซ้อนกัน

อย่าง ไร ก็ตามเรื่องเดิมที่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่งร่างระเบียบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ครม.พิจารณานั้น จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ปีละ 124.63 ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดค่ารักษาพยาบาลทั่วไปอยู่ที่ครั้งละ 120,000 บาท ก่อนที่จะปรับลงมาเหลือ 100,000 บาท, ค่าแพทย์ผ่าตัดครั้งละ 200,000 บาท ก่อนที่จะถูกปรับลงเหลือ 120,000 บาท และค่าตรวจสุขภาพประกันปี 10,000 บาท ก่อนที่จะปรับลงมาเหลือ 7,000 บาท

นอก จาก นี้ตามร่างกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นฯที่ค รม.อนุมัติ กำหนดให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร(ประธานรัฐสภา) จะได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเท่ากับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการวุฒิสภา กรรมาธิการรัฐสภาและกรรมาธิการร่วมกันของทั้ง 2 สภา ได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งเฉพาะครั้งที่มาประชุมในอัตราครั้งละ 1,500 บาท และกำหนดให้อนุกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร อนุกรรมาธิการวุฒิสภา อนุกรรมาธิการรัฐสภาและอนุกรรมาธิการร่วมกันของทั้ง 2 สภา ได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งครั้งละ 800 บาท

สำหรับ ข้อเสนอที่จะให้ผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ซึ่งแต่งตั้งจากข้าราชการรัฐสภาสามัญได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ 1,000 บาท นั้น ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจาก เห็นว่าไม่สมควรจะกำหนดให้ได้รับเบี้ยประชุมอีก เนื่องจากเป็นการปฏิบัติงานตามหน้าที่ปกติของเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับเงิน เดือนเป็นประจำอยู่แล้ว

ส่วน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของส.ส.,ส.ว.,กรรมาธิการส.ส.,กรรมาธิการส.ว .,กรรมาธิการรัฐสภา และกรรมาธิการร่วมกันของทั้ง 2 สภา ให้ได้รับสิทธิเบิกค่าเดินทางในอัตราเดียวกับหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง สำหรับส.ส.และส.ว.ที่เดินทางโดยพาหนะส่วนตัวมีสิทธิได้รับเงินชดเชยเป็นค่า พาหนะในการเดินทางมาประชุม

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345ถัดไปสุดท้าย