|
สหภาพแรงงานของกรีซ จุดชนวนให้ประชาชนรวมพลังกันลุกขึ้นมาประท้วงมาตรการรัดเข็ม ขัดของรัฐบาลอีกครั้งเม่ือวันพฤหัสฯด้วยการขว้างปาระเบิดเพลิงเข้าใส่สถานที่ราชการเพ่ือกดดันให้รัฐบาลยุติการปรับลดเงินเดือนข้าราชการรัฐ และการตัดทอนรายได้อันพึงมีพึงได้อ่ืนๆลง
.ชาวกรีซผละงานประท้วงอีก
ประชาชนชาวกรีซได้ลุกขึ้นผละงานตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานเพ่ือประท้วงมาตรการรัดเข็มขัดรอบใหม่ที่จะบังคับใช้เพ่ือแลกกับความช่วยเหลืองวดใหม่ 31,500 ล้านยูโร หรือราว 1.33 ล้านล้านบาท(42.5 บาทต่อยูโร)จาก สหภาพยุโรป(EU) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) และธนาคารกลางยุโรป(ECB) เพ่ือนำไปจ่ายเงินเดือน บำนาญ และเพ่ิมทุนให้แก่ธนาคารที่รัฐบาลได้เข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ ตลอดจนถึงจ่ายหนี้ค้างชำระแก่ผู้รับเหมาเอก ชน ซ่ึงจะส่งผลให้ข้าราชการหลายพันคนที่เดือดร้อนจากการถูกลดเงินเดือนลงสูงสุดถึง 40% อยู่แล้วในช่วง 2 ปีมานี้ ต้องได้รับความเดือดร้อนเพ่ิมขึ้นอีก
การผละงานท่ัวประเทศของบรรดาผู้ใช้แรงงานในกรีซ ยังส่งผลกระทบให้เที่ยวบิน เรือโดยสารข้ามฟาก และบริการเดินรถไฟ ต้องหยุดน่ิงอีกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปีนี้ด้วย ขณะเดียวกันยังผลให้เกิดการผละงานขึ้นในสเปน และโปรตุเกสซ่ึงมีผลให้ตำรวจต้องยิงกระสุนยางเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บ และถูกจับกุมจำนวนมากด้วย
."ไอเอ็มเอฟ-อียู"ขัดแย้งหนัก
รอยเตอร์ รายงานว่า การเจรจาเพ่ือปรับลดงบประมาณระหว่างเจ้าหน้าที่กรีซ คณะผู้ตรวจการของอียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ ทวีความตึงเครียด และรุนแรงขึ้นไม่แพ้การประท้วงของผู้คนบนท้องถนน โดยเฉพาะเม่ือไอเอ็มเอฟยืนกรานว่ากรีซจำเป็นต้องปรับลดหนี้ลงไปอีก
ยังมีการกดดันให้ยุโรปต้องปรับโครงสร้างหนี้ที่รัฐบาลกรีซติดค้างกับรัฐบาลยุโรปโดยผ่านการลดมูล ค่าพันธบัตรรัฐบาลกรีซที่รัฐบาลยุโรปถือครองไว้ แต่วิธีการนี้เป็นส่ิงที่ผู้นำบางประเทศในยุโรปรับไม่ได้ ปัญ หาขณะนี้จึงไม่ใช่ข้อขัดแย้งระหว่างกรีซกับไอเอ็มเอฟแล้ว แต่เป็นไอเอ็มเอฟกับ อีซีบี และอียูต่างหาก
นอกจากนี้ ขณะที่ไอเอ็มเอฟพยายามกดดันกรีซในหลายทาง อียูกลับเห็นว่า น่าจะต้องให้เวลาแก่กรีซมาก กว่านี้ในความพยายามจะบรรลุเป้าหมายการปรับลดหนี้สาธารณะลงจากระดับ 160% ของจีดีพี เหลือ 120% ภายในปี 2020 ขณะเดียวกันการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่กรีซยังอาจเป็นอีกทางที่ช่วยกรีซปรับลดหนี้ลงได้ด้วย
.เศรษฐกิจสหรัฐฯไปไม่รอด
สมาคม Business round table เปิดเผย ผลสำรวจมุมมองของซีอีโอบริษัทใหญ่ๆในสหรัฐฯที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศตนในช่วงไตรมาสที่ 3 ว่า ซีอีโอส่วนใหญ่ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวน่าจะด่ิงลงจากไตรมาสที่ 2 หรือจากระดับ 89.1 จุด สู่ระดับ 66 จุด ถือเป็นการทรุดตัวครั้งใหญ่เป็นลำดับที่ 3 นับตั้งแต่ที่เริ่่มมีการจัดทำผลสำรวจนี้เม่ือ 10 ปีก่อน
ความเช่ือม่ันที่ด่ิงลงสู่ระดับต่ำสุดดังกล่าวนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2009 (2552) ซ่ึงเป็นช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯเพ่ิงจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 80 ปีอันเกิดจากวิกฤติซัยไพร์มนั้น ดัชนีความเช่ือม่ันไต่ระดับอยู่ที่ 50 จุดเท่านั้น
ในจำนวนซีอีโอ 138 ราย มีอยู่ถึง 34% ที่คาดว่า ตำแหน่งงานในสหรัฐฯจะลดลงในช่วง 6 เดือนข้างหน้า และยอดขายในอีก 6 เดือนข้างหน้าก็จะลดลงจาก 75% ในไตรมาสก่อนด้วย ซ่ึงสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า อุปสงค์ในตลาดโลกได้ชะลอตัวลง
.จีนฉีดสภาพคล่องสูงปรู๊ด
ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดการเงินในวงเงินสุทธิ 365,000 ล้านหยวน หรือราว 1.8 ล้านล้านบาท(5บาทต่อหยวน) สำหรับสัปดาห์นี้ ซึ่งนับเป็นการอัดฉีดเงินรายสัปดาห์มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
การอัดฉีดสภาพคล่องดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารกลางจีนกำลังเผชิญความยากลำบากในการรักษาสมดุลในตลาดเงินไว้ให้เกิดความเพียงพอโดยไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ และป้องกันไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเผชิญกับภาวะสภาพคล่องตึงตัวในระยะสั้น
.ส่ังยึดอำนาจทางเทคโนโลยี
สำนักข่าวชินหัว รายงานว่า คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ และรัฐบาลจีน กำหนดเป้าหมายให้จีน ก้าวขึ้นสู่การเป็นชาติมหาอำนาจทางด้านเทคโนโลยีของโลกภายในปี 2592 (2049) หรือในอีก 37 ปีข้างหน้า ทั้งยังส่ังการให้ทุกหน่วยงานพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันจีนให้รุดหน้าขึ้นเป็นประเทศชั้นนำในด้านการพัฒนานวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ให้ได้
จากเอกสารที่มีหัวข้อว่า "ข้อคิดเห็นว่าด้วยการปฏิรูประบบเทคโนโลยีให้แข็งแกร่ง และเร่งการสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติ" ที่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลจีนว่าจะต้องพยายามปฏิ รูปความก้าว หน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และผลักดันการสร้างนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อวางฐานรากให้จีนก้าวขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจทางเทคโนโลยี พร้อมกับงานเฉลิมฉลองจีนยุคใหม่ครบ 1 ศตวรรษปี 2592
.เป้าหมายสู่ดวงดาว
เพ่ือให้เป้าหมายดังกล่าวบรรลุผล กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ยังระบุให้ การลงทุนในด้านวิจัย และพัฒ นา(R&D)ของจีน ควรอยู่ที่ระดับ 2.2% ของจีดีพี ในแผนพัฒนาระยะ 5 ปี (2554-2558) ฉบับที่ 12 และแตะระดับสูงกว่า 2.5% ในปี 2563 ขณะที่กิจกรรมด้าน R&D ของธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางควรเพิ่มบรรจุให้ถึง 1.5% ของผลประกอบการบริษัทในช่วง 2554-2558
นอกจากนี้ พนักงาน 10,000 คนควรมีบุคลากรด้าน R&D อย่างน้อย 43 คนในแต่ละปี โดยจีนควรเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์ อาทิ การอนุรักษ์พลังงาน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศรุ่นใหม่ ชีววิทยา การผลิตอุปกรณ์ขั้นสูง พลังงานใหม่ๆ รวมถึงรถยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อมด้วย ส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาห กรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์นั้น ควรผลักดันให้อยู่ที่ระดับ 8% ของจีดีพีในปี 2558 และ 15% ของจีดีพในปี 2563 ก่อนจะมุ่งสู่เป้าหมายสมบูรณ์ในปี 2592 |