หน้าแรก คอลัมน์พิเศษ จับกระแสโลกในรอบสัปดาห์
จับกระแสเศรษฐกิจโลกในรอบสัปดาห์
hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
จับกระแสเศรษฐกิจโลกในรอบสัปดาห์
วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2012 เวลา 07:35 น.
จีนเข้าสู่สถานการณ์ตึงเครียดตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ จะต่ำกว่า 8%

."จีดีพี" จีน วูบหนัก

นักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ว่า ต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ปี โดยขยายตัวเพียง 7.6% แม้จะสูงกว่าเป้าหมายของทางการที่ระดับ 7.5% แต่ก็ถือว่า ต่ำจนอาจจะสร้างปัญ หาได้ ดังนั้น รัฐบาล และธนาคารกลางของจีน จำเป็นจะต้องมีนโยบกายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเกินกว่า 8% ให้ได้

ขณะที่ นายโจว เสี่ยวฉาว ผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน(PBOC) เปิดเผยว่า ธนาคารจะต้องใช้เคร่ืองมือ ที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการกำกับตลาดเงิน การใช้อัตราดอกเบี้ย หรือกำหนดสัดส่วนการกันสำรองเงินทุนของธนา คารพาณิชย์ เพ่ือจัดการกับนโยบายการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีก่อน จนถึงขณะนี้ ธนาคารกลางจีนก็ได้ปรับลดอัตราดอกเบ้ียลงแล้ว 3 ครั้งรวม 1.50% ซ่ึงเป็นการเพ่ิมสภาพคล่องให้แก่ระบบราว 1.2 ล้านล้านหยวน

.อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบอีก

ธนาคารกลางของจีน ยังได้เพ่ิมความยืดหยุ่นมากขึ้นในการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงได้มากถึง 30% จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปีที่กำหนดดอกเบี้ยไว้ 6% ยังเป็นที่คาดหมายด้วยว่า ธนาคารกลางจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1% ในระยะเวลาอันใกล้ด้วย

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังได้อัดฉีดเงินทุนเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์ ผ่านการซ้ือพันธบัตรโดยมีสัญ ญาขายคืนด้วยเม็ดเงินที่สูงถึง 278,000 ล้านหยวนเข้าสู่ตลาดอินเตอร์แบงก์เพ่ือใช้เป็นมาตรการทดแทนการลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาล และธนาคารกลางของจีนจะพยายามอย่างหนักที่จะพยุงเศรษฐกิจไว้ แต่ข้อมูลการส่งออกก็ดี และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมก็ดี ยังคงบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนได้เกิดความอ่อน แอเป็นวงกว้างแล้ว

.อุ้ม"ชาร์ป" รีไฟแนนซ์หนี้

ธนาคารมิซูโฮ คอร์ป และ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป เจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทชาร์ป กำลังพิจารณาการปล่อยเงินกู้ก้อนใหม่กว่า 230,000 ล้านเยน ให้แก่ ชาร์ป หลังจากที่เคยปล่อยกู้ให้รอบแรกไปแล้ว 60,000 ล้านเยน โดยเงินกู้ก้อนใหม่จะถูกนำไปชำระหนี้ที่ชาร์ปมีอยู่ถึง 1.25 ล้านล้านเยน และในจำนวนนี้ ต้องนำไปรีไฟแนนซ์หนี้ 360,000 ล้านเยนในตราสารเพ่ือการพาณิชย์ระยะสั้น และหุ้นกู้แปลงสภาพอีกมูลค่า 200,000 ล้านเยนที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือน ก.ย.

รอยเตอร์รายงานด้วยว่า ชาร์ปกำลังเผชิญการตัดสินใจในการปรับโครงสร้างบริษัทเป็นครั้งสำคัญในรอบ 60 ปี ทั้งการเลือกที่จะรักษาสายการผลิตสินค้าบางอย่างไว้ การปรับลดพนักงานลงอีก 3,000 ตำแหน่งจาก 5,000 ตำ แหน่งที่ประกาศไป จนถึงการตัดสินใจขายโรงงานผลิตทีวี 2 แห่งให้กับกลุ่มนักลงทุนจากไต้หวัน เพ่ือมุ่งหน้าผลิตสิน ค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก

.เกาหลีใต้มองศก.ทรุดหนัก

ผลสำรวจ 25 บริษัทยักษ์ใหญ่ รวมถึง ซัมซุง และฮุนได ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ พบว่า 44% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เร่ิมต้นจากยุโรป ซ่ึงกำลังขยายวงกว้างออกไป อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมย่ำแย่กว่า วิกฤติซับไพร์ม ปี 2551 เสียอีก

เหตุผลนี้ทำให้มีการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ว่า จะลดต่ำลงเรื่อยๆ ขณะที่ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ได้ปรับลดแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้้เหลือเพียง 3% จากที่คาดไว้เดิม 3.5% แม้จะได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25 % สู่ระดับ 3% ซึ่งถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีแล้วก็ตาม บริษัทใหญ่ๆมองว่า อุปสงค์ในประเทศที่เปราะบาง และการส่งออกที่ชะลอตัว จะเป็นปัญหาสำคัญในการทำธุรกิจ ที่สำคัญ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เลวร้ายนี้ 16%ของบริษัททั้งหมดมีแผนจะปรับลดการลงทุน และการจ้างงานลงราว 20% นอกจากนี้บริษัทใหญ่ๆกว่าครึ่ง กังวลว่า วิกฤติในปัจจุบันจะยังคงดำเนินต่อไปจนครึ่งหลังของปีหน้า และอีก 12% คาดว่าวิกฤตนี้จะดำเนินไปจนถึงปี 2557

.เตือนรัฐบาลท่ัวโลกรับมือภัยแล้ง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กรมอุตุนิยมวิทยาโลกแห่งสหประชาชาติ (WMO) เตือนรัฐบาลทั่วโลก เร่งกำหนดนโยบายให้ประชาชนเตรียมรับมือกับภัยแล้ง และประกาศให้เป็นนโยบายแห่งชาติโดยเร็ว ทั้งการสำรองน้ำให้มากขึ้นและบริโภคให้น้อยลง หลังภัยแล้งขยายตัวในหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ ชาวนา ตั้งแต่ในแอฟริกาไปจนถึงอินเดียต่างประสบปัญหาฝนแล้ง

เช่นเดียวกับสหรัฐฯซึ่งเกิดวิกฤตการณ์แล้งครั้งรุนแรงที่สุดในหลายพื้นที่ กระท่ังมีการสำรวจพบว่า ประชาชนจำนวนถึง 18.2% จะต้องมีปัญหารายได้ไม่เพียงพอสำหรับจ่ายค่าอาหารที่แพงขึ้นในภาวะภัยแล้งนี้

นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก นายเท็ด สแคมบอส นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยข้อมูลน้ำแข็ง และหิมะแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเหนือในปีนี้ อาจมากจนสามารถเปิดเส้นทางน้ำแข็งทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา และรัฐอะลาสกาของสหรัฐฯ รวมไปถึงเส้นทางเดินเรือตอนเหนือระหว่างยุโรปกับไซบีเรีย

ที่สำคัญ การละลายของน้ำแข็งในช่วงหน้าร้อนปีนี้ อาจทำให้น้ำแข็งอาร์คติกเหลือไม่ถึง 4 ล้านตารางกิโล เมตร ทุบสถิติเดิม 4.28 ล้านตารางกิโลเมตร ในปี 2550 ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นปีแห่ง Perfect Strom ด้วย

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย