ข่าว
hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
คปภ.เผยธุรกิจประกันบูมรายรับพุ่ง 4.5 แสนล้านบาท
ประกันภัย
Pravet_aoongartsittikulเผยตัวเลขภาพรวมธุรกิจประกันภัยในเดือนตุลาคม 2555 เติบโต 32.23 % มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงทั้งสิ้น 49,716 ล้านบาท ดันให้เบี้ยประกัน 10 เดือน พุ่งขึ้น 20.39 % มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทั้งสิ้น 455,920 ล้านบาท

นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2555 ยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีสัญญาณการปรับ ตัวดี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กลับมาขยายตัวเป็นบวก ส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนแรก (มกราคม – ตุลาคม 2555) ธุรกิจประกันภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทั้งสิ้น 455,920 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.39 %

โดยแบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยจากธุรกิจประกันชีวิต จำนวน 308,594 ล้านบาท ขยายตัว 17.28 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น ผลจากการที่ธุรกิจประกันชีวิตมีการแข่งขันการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่พัฒนาให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสนองต่อความต้องการของประชาชน มีการพัฒนาการให้บริการหลังการขาย การพัฒนาช่องทางการขายให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่ให้สิทธิผู้ซื้อประกันชีวิตสามารถนำไปหักลด หย่อนภาษีได้ โดยเบี้ยประกันภัยรับสูงสุด คือ การประกันชีวิตประเภทสามัญ จำนวน 258,372 ล้านบาท ขยายตัว 16.89 %

รองลงมาการประกันชีวิตประเภทกลุ่ม จำนวน 38,798 ล้านบาท ขยายตัว 25.97 % และการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล จำนวน 4,520 ล้านบาท ขยายตัว 9.24 % และจากธุรกิจประกันวินาศภัย จำนวนรวมทั้งสิ้น 147,326 ล้านบาท ขยายตัว 27.46 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการประกันภัยรถมีเบี้ยประกันภัยรับสูงสุด จำนวน 84,865 ล้านบาท ขยายตัวถึง 23.35 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถึง 263.7 % ในเดือนตุลาคม ปี 2555 จากมาตรการคืนเงินภาษีรถยนต์คันแรก และการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของรถยนต์ของภาคอุตสาหกรรมยาน ยนต์ รองลงมาการประกันภัยเบ็ดเตล็ด จำนวน 50,173 ล้านบาท ขยายตัว 38.84 % และการประกันอัคคีภัย จำนวน 8,001 ล้านบาท ขยายตัว 18.90 %

นายประเวช กล่าวอีกว่า ในปี 2555 แม้ธุรกิจประกันภัยจะเผชิญปัญหาจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ และผลกระทบหลังจากเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะการเงินของหลายบริษัท แต่ธุรกิจประกันภัยก็สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ซึ่งเห็นได้ว่า หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อัตราการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัย สูงเป็นประวัติการณ์ ถือเป็นปีแรกในรอบกว่าทศวรรษที่ธุรกิจประกันวินาศภัยมีอัตราการเติบโตสูงก ว่า ธุรกิจประกันชีวิต ทั้งนี้ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อประกันภัยของประชาชนที่สามารถเลือก ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มครองตามที่ต้องการ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต และทรัพย์สินของตนเอง และการปรับตัวของธุรกิจประกันวินาศภัยเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับการแข่งขันที่มีแนวโน้มเสรีมากขึ้นในอนาคต ประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่ส่งเสริมให้ธุรกิจประกันวินาศภัยสามารถพลิก ฟื้นและเติบโตได้ในอัตราเร่ง

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
กรมการท่องเที่ยวเล็งของบ 8 ล้านพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
DPM_of_touristสร้างกิจกรรมระยะ 3 ปี พร้อมแก้ต่างเหตุทำงานล่าช้าไร้รูปธรรม ขอให้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ยืนยันภารกิจไม่ทับซ้อน

นายอานุภาพ เกษรสุวรรณ์ รองอธิบดีรักษาการอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า หลังจากที่กรมฯ จัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้สอดรับแผนพัฒนาพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ.2555-2559 นั้น ในปี 2555 ได้รับงบประมาณแล้ว 1,700ล้านบาท ปี 2556 จำนวน 2,700ล้านบาท ดังนั้นในปี 2557 จึงเตรียมเสนอขอรัฐบาลอีก 4,300 ล้านบาท โดยแบ่ง 60% สำหรับด้านการพัฒนาแหล่ง และอีก 40% สำหรับการส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ

ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตามแผน 3 ปีนี้จะยังคงให้ความสำคัญกับการการพัฒนาต่อเนื่อง 8 คลัสเตอร์ ในพื้นที่รวม 61 จังหวัด หลังจากเริ่มดำเนินการไปแล้วในปี 2555 แต่สาเหตุที่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม และทำให้ภาคเอกชนบางส่วนวิจารณ์ว่ายังไม่มีผลงานชัดเจนนั้น เป็นเพราะโครงการส่วนใหญ่ยังต้องใช้เวลาพัฒนาราว 8-12 เดือน แต่ในปีที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ทำให้กระบวนการทำงานดูเหมือนจะยืดเวลาออกไปด้วย

นอกจากนี้ ตามแผนการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวนั้น มีไฮไลท์อยู่ที่โครงการสร้างสีสันสดใสเมืองไทยน่าเที่ยว ภายใต้แนวคิดตกแต่งประดับไฟในสถานที่ท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ รวมถึงโครงการพัฒนาถนนสายท่องเที่ยว และโครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ด้วย เพื่อสานต่อนโยบายการเพิ่มวันพักเฉลี่ย 1 วัน หลังจากมีการประเมินว่าหากประสบความสำเร็จจะทำให้การท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่ม 1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งขณะนี้มีโครงการที่ผ่านการอนุมัติแล้ว คือ โครงการประดับไฟบนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้งบราว 100 ล้านบาทรวมค่าติดตั้งและดูแลตลอดโครงการ เริ่มดำเนินการได้ต้นปี 2556 และใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน

ด้าน ภารกิจการส่งเสริมการกิจกรรมท่องเที่ยวทั่วประเทศ ยืนยันว่าเป็นภารกิจที่จะไม่ให้ซ้ำซ้อนกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เน้นกิจกรรมใหญ่ระดับนานาชาติเช่น ลอยกระทง สงกรานต์ เพราะ กรมฯ จะเน้นงานท้องถิ่นที่มีกลุ่มเป้าหมายที่คนไทยเป็นหลัก และเน้นเข้าถึงกิจกรรมระดับท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก 6% ในปี 2556 หลังจากในปีนี้ มีผลคาดการณ์ออกมาแล้วว่าคนไทยเดินทางสูง 112 ล้านคน/ครั้ง คิดเป็นรายได้ราว 5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ในส่วนนโยบาย 2 ล้านล้านบาทนั้น กรมฯ เตรียมเสนองโครงการพัฒนา 29 แหล่งท่องเที่ยวเร่งด่วน ภายใต้วงเงิน 900 ล้านบาท แบ่งการทำงานเป็นเฟสๆ ละ 200 ล้านบาท พร้อมกับได้จัดทำแผนการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยว ดึงรายได้เข้าประเทศในรูปแบบเมกะโปรเจคต์ ขณะนี้มอบหมายให้คณะทำงานไปศึกษาแล้วว่า ปัจจุบันไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวประเภทใดเป็นหลัก รวมถึงคำนวณถึงผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจหากต้องการสร้างโครงการท่องเที่่ยวขนาด ใหญ่ขึ้นมา

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ประเสริฐคาดปีหน้าทิศทางน้ำมันโลกทะยาน
พลังงาน
Prasert_Boonsampanคาดราคาไม่ต่ำกว่า100 เหรียญ เหตุความต้องการใช้พุ่ง-ยังคงผันผวน ระบุหนุนรัฐบาลปรับราคาก๊าซหุงต้ม แนะดูแลกลุ่มที่ผู้มีรายได้น้อยไม่ไห้กระทบหนัก ขณะที่ทิศทางปิโตรเคมีอีก2-3ข้างหน้าส่อเค้าแข่งขันรุนแรง

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันปีหน้า น่ายังคงผันผวนความต้องการของตลาดโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลทำให้การจัดหาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันน่าจะอยู่ระดับเหนือ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปทั้งเบนซินและดีเซลอยู่ที่ 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สำหรับแนวโน้มราคาก๊าซหุงต้ม คาดว่าควรจะปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนแท้จริง เนื่องจากต้องมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งนโยบายรัฐบาลมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในปีหน้า ดังนั้นก็ต้องเข้ามาดูแลกลุ่มที่มีรายได้น้อยไม่ให้ส่งผลกระทบมากขึ้น และต้องแบกรับภาระมากกว่าในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคขนส่ง โดยรัฐบาลก็ต้องหาแวทางที่ดีให้กับทุกฝ่ายต่อไป

สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้น คาดว่าในอีก 2-3 ข้างหน้ายังคงผันผวนมาก เนื่องจากในตลาดอเมริกามีโอกาสแข่งขันค่อนข้างรุนแรง และมีโรงงานใหม่เกิดขึ้น พร้อมสามารถป้อนตลาดได้ใกล้กว่า ดังนั้นกลุ่มปิโตรเคมีในประเทศไทยก็ต้องมีความจำเป็นต้องปรับตัวและสามารถดำเนินธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป ประกอบกับปิโตรเคมี เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สามารถป้อนให้หลายอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร ยา สิ่งทอ เป็นต้นแต่ละปีสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศประมาณ 7 แสนล้านบาทต่อปี

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สรุปรายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.02 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ 109.20 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัส (WTI) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.63 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลอยู่ที่ 88.78 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.42 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ระดับ 106.29 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ทางด้านราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.04 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ 118.82 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดีเซลเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.41 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ 123.30 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงจากนักลงทุนกังวลต่อความล่าช้าในการเจรจาปัญหาหน้าผาทางการคลังสหรัฐฯ และลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับผลสำรวจความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคตของผู้บริโภคเยอรมนีเดือน ม.ค. 56 อยู่ที่ระดับ 5.6 จุด ลดลงจากเดือนก่อน 0.2 จุด จากแรงกดดันของปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ทางด้านอิรักเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบมาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ธ.ค. 55 และคาดว่าจะเพิ่มสู่ระดับ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2557 ส่วนความกังวลทางด้านการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในซีเรียลดลเพราะข่าวกรองของอิสราเอลระบุว่าประธานาธิบดี Assad ยังไม่มีแนวคิดใช้อาวุธเคมีส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัว อย่างไรก็ตามภาวะอากาศเย็นจัดใน สหรัฐฯ, รัสเซีย และเอเชียเหนือหนุนความต้องการใช้น้ำมันเพื่อทำความอบอุ่น ทางด้านการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านของกลุ่มประเทศเอเชียปี 2556 มีแนวโน้มลดลง 10-20% จากปีก่อนหน้า

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ธปท.ชี้คนนิยมใช้บริการทางการเงินผ่านมือถือ
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
user_mobile_2ธปท. เผยผู้บริโภคไทยนิยมใช้บริการการเน็ตผ่านมือถือและอินเตอร์เน็ตพุ่งต่อเนื่อง แย้มแนวโน้มดีช่วยค่าบริการถูกลง แต่สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ยันไม่คุมเพดานค่าบริการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)รายงานธุรกรรมการชำระเงินผ่านบริการการเงินทางโทรศัพท์มือถือ(โมบาย แบงก์กิ้ง)และอินเตอร์เน็ต แบงก์กิ้ง ล่าสุด ณ เดือนก.ย.2555 พบว่า บัญชีลูกค้าสะสมทั้งหมดที่ทำสัญญาขอใช้บริการในธุรกรรมการชำระเงินผ่านโมบาย แบงก์กิ้ง จนถึงงวดปัจจุบันของระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีจำนวน8.18 แสนบัญชี เพิ่มขึ้น 1.38 แสนบัญชีหรือ 20.25% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่มี 6.80 แสนบัญชี ซึ่งในจำนวนบัญชีลูกค้าเหล่านี้มีการทำธุรกรรมมากถึง 3.34 ล้านรายการ เพิ่มขึ้น 1.52 ล้านรายการหรือ 83.46% จากระยะเดียวกันปีก่อนที่มี 1.82 ล้านรายการ โดยธุรกรรมที่ใช้บริการมีมูลค่า 4.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2 หมื่น้านบาท หรือ 115.79% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน 1.9 หมื่นล้านบาท

ด้านธุรกรรมการชำระเงินผ่านอินเตอร์เน็ตแบงกก์กิ้ง มีบีลูกค้าที่ใช้บริการจำนวน 6.38 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 9.22 แสนบัญชี หรือ 16.91% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่มี 5.46 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้พบว่ามีปริมาณธุรกรรม 10.78 ล้านรายการ เพิ่มขึ้น 3.36 ล้านรายการหรือ 45.28% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่มี 7.42 ล้านรายการ ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวมีมูลค่า 1.18 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.05 แสนล้านบาท หรือ 52.46% เมือ่เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนมีมีมูลค่า 7.72 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวสายระบบชำระเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ความนิยมของผู้บริโภคในการใช้บริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโพนและอินเตอร์เน็ตมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังถือว่าจำนวนผู้ใช้บริการไม่มากนักเมือ่เทียบกับช่องทางการใช้บริการช่องทางอื่นๆ โดยเฉพาะการใช้บริการผ่านเค้าท์เตอร์สาขาของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ธปท.คาดว่าระบบการรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลที่ดี บวกกับต้นทุนค่าบริการที่ต่ำ และมีความสะดวกรวดเร็วไม่ต้องเดินทางไปทำธุรกรรมที่สาขาน่าจะทำให้การใช้บริการผ่านช่องทางเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ความนิยมและจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป น่าจะทำให้ต้นทุนค่าบริการผ่านช่องทางเหล่านี้ลดลงจากปัจจุบันได้อีก เพราะทั้งสะดวกและปลอดภัย ธปท.เองก็ส่งเสริมอยู่แล้ว เพราะช่วยลดการใช้เงินสดถือเป็นการยกการพัฒนาระบบการชำระเงิน โอนเงิน ของไทยไปอีกขั้น อย่างไรก็ดีธปท.ยังไม่มีแนวคิดที่จะกำหนดเพดานอัตราค่าบริการเหล่านี้แต่อย่างใด" แหล่งข่าวธปท.ระบุ

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ธนิตชูแถลงการณ์ 8 ข้อขับไล่พยุงศักดิ์
อุตสาหกรรม
Tanit_Sorath_2แถลงการณ์ 8 ข้อ เสนอให้สมาชิกส.อ.ท.ตั้งกรรมการร่วม คัดเลือกประธานส.อ.ท.คนใหม่ ทำงานแทน "พยุงศักดิ์" ในช่วง 1 ปีที่เหลือ พร้อมดีเดย์ลุยเข้าสำนักงานใหญ่ ส.อ.ท. ที่ศูนย์สิริกิติ์ 24 ม.ค.56 หลังเร่ร่อนประชุมนอกสถานที่มานาน

เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ซึ่งเป็นส่วนของกลุ่มต่อต้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานส.อ.ท.คนปัจจุบัน ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี โดยกลุ่มต่อต้านนายพยุงศักดิ์ ที่มีนายธนิตโสรัตน์ รองประธานส.อ.ท.เป็นแกนนำและเป็นประธานการประชุม รับรองการประชุมว่ามีกรรมการส.อ.ท. ลงชื่อเข้าร่วมประชุม 176 เสียง เกินกึ่งกนึ่งจากกรรมการส.อ.ท.ทั้งสิ้น 347 เสียง เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม และนายธนิตได้กล่าวแถลงการณ์ 8 ข้อ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ข้อที่กำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ส่วนที่เหลือเป็นข้อเรียกร้องต่อสมาชิกส.อ.ท. และเป็นการโจมตีนายพยุงศักดิ์

สำหรับแถลงการณ์ 2 ข้อ ที่กำหนดท่าทีที่ชัดเจนของฝ่ายต่อต้านนายพยุงศักดิ์ ประกอบด้วย ข้อ 1.จากการประชุมคณะกรรมการส.อ.ท.(กส.) เสียงข้างมากเมื่อวันที่ 26 พ.ย.55 มีมติว่า กส. และคณะกรรมการบริหารส.อ.ท.(กบ.) และสมาชิกส.อ.ท.จังหวัดจากทั่วประเทศ จะเข้าไปประชุมที่สำนักงานของส.อ.ท. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 24 ม.ค.56 และข้อ2. จะต้องมีการเจรจาระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม กับส.อ.ท.จังหวัด เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมพิจารณาแนวทางสรรหาประธานส.อ.ท. คนใหม่ ซึ่งเป็นคนกลาง แก้ไขปัญหาขององค์กรได้ มาทำงานแทนนายพยุงศักดิ์ ในช่วงระยะเวลาตามวาระที่เหลืออยู่ 1 ปี โดยในการประชุมวานนี้(24 ธ.ค.55) ไม่ได้มีการเสนอผู้มาดำรงตำแหน่งแทนนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน

ส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มนายธนิต มี 3 ข้อ ประกอบด้วย ข้อ 3. คณะกรรมการส.อ.ท. (กส.) ทุกคนควรเรียกร้องให้ทุกคนใช้หลักเหตุผล เข้าใจข้อบังคับ อย่าตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด หรือเห็นแก่ตำแหน่งที่มีการหยิบยื่นให้ ข้อ 4. ขณะนี้พยุงศักดิ์ อ้างว่าบริษัทใหญ่ ให้การสนับสนุน โดยอ้างชื่อของเครือสหพัฒน์ เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี โตโยต้า และเครือปูนซิเมนต์ไทย จึงอยากให้บริษัทเหล่านี้ชี้แจง และขอให้เป็นกลาง เพราะเมื่อถูกดึงมาอยู่ในความขัดแย้ง ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ ควรรับฟังทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ข้อ 5.ขอบคุณที่รัฐบาล วางตัวเป็นกลางให้เอกชนแก้ปัญหากันเอง แต่การที่มีตำรวจประจำการอยู่ในที่ทำการส.อ.ท. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำให้สมาชิกส.อ.ท.ไม่สามารถเข้าไปพูดคุยหารือกันได้ และนายพยุงศักดิ์ยังใช้เป็นข้ออ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

สำหรับเนื้อหาแถลงการณ์ที่เป็นการโจมตีนายพยุงศักดิ์ มี 3 ข้อ ประกอบด้วย ข้อ 6. ไม่รับรองการดำเนินการใดๆ ที่นายพยุงศักดิ์ ดำเนินการ เพราะถือว่าพ้นตำแหน่งตั้งแต่วันที่ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ และการเบิกจ่ายเงิน เพราะการลงตำแหน่งลายมือชื่อในเช็ค ต้องได้รับการอนุมัติจากกส. ก่อน ข้อ 7. ปัญหาของส.อ.ท. เกิดขึ้นเพราะบุคคลที่เป็นอดีตประธาน ยึดติดอำนาจมากกว่าองค์กร มีการดึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 4-5 แห่งมายุ่งเกี่ยว ทำให้การแก้ปัญหายุ่งยาก ก่อให้เกิดการสับสนต่อกรรมการ สมาชิกและบุคลภายนอก

และข้อ 8. ความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นในส.อ.ท.ต้องไม่มีการนำไปผูกกับเรื่องการทุจริตการฝึกอบรมแรงงาน ของกระทรวงแรงงาน เพราะส.อ.ท.ไม่เคยได้รับงบประมาณ ไม่มีความตกลงร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั้งหมดเป็นการดำเนินการส่วนบุคคล และไม่เป็นข้ออ้างที่เกี่ยวกับการถอดถอนนายพยุงศักดิ์ พ้นตำแหน่งประธานส.อ.ท. หากนายพยุงศักดิ์ มีหลักฐานว่าใครในกลุ่มของตน ขอให้แจ้งความกับตำรวจ ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ใช่พูดผ่านสื่อมวลชน เพราะนายพยุงศักดิ์มีเอกสารการสอบสวนเรื่องนี้ทั้งหมด

นายธนิต กล่าวภายหลังการประชุมว่า ตามกำหนดการณ์เดิมวันที่ 24 ธ.ค.55 กรรมการส.อ.ท.(กส.) จะเข้าไปประชุมที่สำนักงานส.อ.ท. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการประชุมในกลุ่มของนายพยุงศักดิ์ แต่ตนเห็นว่าหากฝืนเข้าไปใช้สถานที่ ที่สำนักงานส.อ.ท. อาจเกิดการปะทะกันของสมาชิก ภาพที่ออกมาสู่สังคมจะไม่เหมาะสม เพราะที่แห่งนี้มีแต่นักธุรกิจ

ทั้งนี้ ข้อเสนอที่ให้กลุ่มอุตสาหกรรม และส.อ.ท.จังหวัดตั้งกรรมการร่วม เพื่อคัดเลือกประธานส.อ.ท.คนใหม่นั้น ถือว่ายุติธรรมกับทุกฝ่ายแล้ว เพราะเป็นการตัดผู้เกี่ยวข้องออกไปไม่มีตนมาเกี่ยวข้อง ไม่มีนายสันติ ที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่งประธานส.อ.ท. และไม่มีนายพยุงศักดิ์ เป็นการปล่อยให้สมาชิกของส.อ.ท. ได้ตัดสินใจเลือกผู้นำองค์กรคนใหม่อย่างเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าในการประชุมวานนี้(24ธ.ค.55) ที่ประชุมที่ตนเป็นประธานก็มีเสียงสมาชิกครบองค์ประชุม สามารถเสนอแต่งตั้งประธานส.อ.ท. คนใหม่ได้เลยแต่ก็ไม่ทำ เพราะหากทำไปความขัดแย้งขององค์กรก็จะคงยังไม่สิ้นสุด

เมื่อถามว่าที่ประชุมของนายธนิต กำหนดเข้าไปยังสำนักงานส.อ.ท.เพื่อใช้เป็นสถานที่การประชุม วันที่ 24 ม.ค.56 แต่กลุ่มนายพยุงศักดิ์ ไม่ได้รับรู้ หรือเห็นด้วยจะทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือเกิดการปะทะกันหรือไม่ นายธนิต กล่าวว่า ไม่ว่าจะอย่างไรนายพยุงศักดิ์ ก็ไม่มีทางที่จะยอมลาออกจากตำแหน่งประธานส.อ.ท.แต่โดยดี แต่เชื่อว่าบรรยากาศและท่าทีของสมาชิกโดยส่วนใหญ่ จะเป็นตัวกดดันให้นายพยุงศักดิ์ต้องยอมในที่สุด เพราะ ก่อนที่จะถึงวันดังกล่าว ทางกลุ่มตน จะประสานไปรัฐบาลให้ถอนกำลังตำรวจ ที่ยังประจำการอยู่ในที่ทำการส.อ.ท.ออกไป และจะประสานยังสมาชิกส.อ.ท.ฝ่ายตรงข้ามให้เข้าใจ ถึงข้อเสนอที่ให้ร่วมกันคัดเลือกประธานส.อ.ท.กันใหม่ และรวมทั้งไปทำความเข้าใจกับกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ 4-5 ราย ที่นายพยุงศักดิ์อ้างว่าให้การสนับสนุนด้วย แต่หากนายพยุงศักดิ์ยังดื้อแพ่ง ทางกลุ่มตนก็จะไม่ยอมอีก ถือว่าวันที่ 24 ม.ค.56 วันดีเดย์ ของนายพยุงศักด์ เพราะให้เวลายืดเยื้อมากว่า 2 เดือนแล้ว

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
พยุงศักดิ์จ่อฟ้องแพ่ง-อาญาแอบอ้าง ส.อ.ท.
ธุรกิจ-การค้า
Payongsak_Chatsuttipon_2ฝั่งพยุงศักดิ์ประชุมที่ศูนย์สิริกิติ์ ยันฟ้องร้องทางอาญาและทางแพ่ง กับกลุ่มที่แอบอ้างใช้สัญลักษณ์ส.อ.ท. และมีการแอบอ้างใช้ ชื่อ ของ ส.อ.ท. ชี้การประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท. วันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา ไม่มีกฎหมายตามพ.ร.บ.ส.อ.ท.ให้การรับรอง

ผู้สื่อข่าวรายงานได้จากศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. ก็ได้จัดการประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท. แบบคู่ขนานกับกลุ่มของนายธนิต โสรัตน์ ด้วยเช่นกัน โดยในการประชุมครั้งนี้ มีกรรมการส.อ.ท. เข้าร่วมประชุม 183คน และใช้เวลาการประชุมประมาณ 2ชั่วโมง

ต่อมานายพยุงศักดิ์ ได้เปิดแถลงข่าวหลังการประชุมว่า ที่ประชุมกรรมการส.อ.ท.ของฝ่ายตน ได้มีมติ ให้ดำเนินการทางกฎหมายทั้งการฟ้องร้องทางอาญาและทางแพ่ง กับกลุ่มที่แอบอ้างใช้สัญลักษณ์ส.อ.ท. และมีการแอบอ้างใช้ ชื่อ ของ ส.อ.ท. ในการให้สัมภาษณ์ในที่สาธารณะต่างๆ เพราะตาม พ.ร.บ. ส.อ.ท.ได้มีข้อบังคับห้ามในการแอบอ้าง ดังกล่าว เพราะทำให้ส.อ.ท.ได้รับความเสื่อมเสีย จึงต้องมีการดำเนินทางตามกฎหมาย ซึ่งมติดังกล่าวจะเริ่มมีผลหรือจะเริ่มทำการฟ้องร้องกับฝ่ายที่ทำให้ส.อ.ท. ได้รับความเสียหายหรือแอบอ้างใช้ชื่อว่าเป็นคนของส.อ.ท.ตั้งแต่วันที่25ธ.ค.เป็นต้นไป ส่วนการแอบอ้างใช้ตราสัญญลักษณ์หรือแอบอ้างว่าเป็นคนของส.อ.ท.ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่ายังไม่มีความผิดแต่อย่างใด

นายพยุงศํกดิ์ กล่าวอีกว่า ตนขอยืนยันว่าในการประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท. วันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา ไม่มีกฎหมายตามพ.ร.บ.ส.อ.ท.ให้การรับรอง จึง ถือว่าการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมติของกรรมการส.อ.ท.ของอีกฝ่ายที่แต่งตั้งบุคคลอื่นๆมาเป็นประธานส.อ.ท. ก็จะไม่มีผลทางกฏหมายแต่อย่างใด

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ในวันที่15ม.ค.2556 ตนในฐานะประธานส.อ.ท. ก็จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารของส.อ.ท.หรือกบ. และในวันที่28 ม.ค.2556 ตนก็จะเรียกประชุมคณะกรรการส.อ.ท.ซึ่งถือเป็นวาระปกติที่จะมีการประชุมประจำเดือนในทุกๆเดือน และในการประชุมคณะกรรมการส.อ.ท.เมื่อวันที่24ธ.ค.ที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีกรรมการส.อ.ท.บางคนไม่ยอมมาร่วมประชุม ซึ่งก็ถือว่ากรรมการส.อ.ท.ที่ไม่มาประชุมครั้งนี้ ถือว่าไม่มาทำหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกส.อ.ท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในฝั่งการประชุมของนายพยุงศักดิ์ ได้มีการขอกำลังเจ้าหน้าที่ ตำรวจกว่า 10 นายเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท. เนื่องจากกังวลว่าอาจมีเรื่องความไม่สงบในระหว่างการประชุมคณะกรรมการ แต่ในที่สุดกรรมการส.อ.ท.ฝั่งของนายธนิต ไม่ได้ยกคณะมาร่วมประชุมที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จึงไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นแต่อย่างใด

อย่างไรก้ตามนายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการส.อ.ท.และรักษาการประธานส.อ.ท.กล่าวว่า หากกลุ่มของนายพยุงศักดิ์ ขู่จะฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญา ในกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีบุคคลบางกลุ่มแอบอ้างใช้ตราสัญญลักษณ์หรือใช้ ชื่อส.อ.ท.ในการให้สัมภาษณ์ในสื่อๆต่าง กลุ่มของตนก็จะฟ้องร้องกลับกลุ่มนายพยุงศักดิ์เช่นกัน เพราะถือว่ากลุ่มนายพยุงศํกดิ์ก็เป็นกลุ่มที่แอบอ้างใช้ตราสัญญาลักษณ์

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
นายกฯ สั่งเร่งเปิดประมูลโครงการไฮสปีด เทรน
คมนาคม
Chatchart_Sittiphanนายกฯ สั่ง "ชัชชาติ"เร่งดำเนินโครงการไฮสปีด เทรน 4 เส้นทางตามนโยบายรัฐบาล ให้ร.ฟ.ท.เปิดประกวดราคาให้ได้ทั้ง ก่อนไตรมาสที่ 3 ปี 2556 นี้ เพื่อให้เริ่มต้นก่อสร้างได้ในปลายปี 2556 ขณะที่เร่งระบบขนส่งทางรางในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการในระบบขนส่งทางรางของประเทศ ว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามการดำเนินการใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือ โครงการไฮสปรีดเทรน หรือรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ- หัวหิน ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการประกวดราคา ทั้งการจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) รูปแบบโครงการ การแบ่งสัญญาก่อสร้าง และวงเงินลงทุน ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน ก่อนรายงานนายกฯ รับทราบอีกครั้ง เบื้องต้นนายกฯได้เร่งรัดให้ร.ฟ.ท.เปิดประกวดราคาให้ได้ทั้ง 4 สายตามที่รัฐบาลชุดนี้มีนโยบาย ให้ได้ก่อนไตรมาสที่ 3 ปี 2556 นี้ เพื่อให้เริ่มต้นก่อสร้างได้ในปลายปี 2556 สำหรับส่วนที่ 2 นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 10 สายทาง

ทั้งนี้ ในส่วนของรถไฟความเร็วสูง ทางกระทรวงคมนาคมต้องกลับไปทำแผนแม่บทของการดำเนินโครงการให้เสร็จใน 1 เดือน และเพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็วจึงจะจัดให้มีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)คู่ขนานไปกับการจัดทำรูปแบบการประมูล ซึ่งภายในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนม.ค.2556 กระทรวงคมนาคม และร.ฟ.ท.จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์คช็อป) เพื่อพิจารณาโครงการทั้งหมด เช่น การใช้เงินลงทุนจะมาจากที่ไหน จะใช้วิธีใดจะเหมาะสมระหว่างให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ลงทุนเอง หรือหาใครเข้ามาทำโครงการ ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมยังต้องไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) เพื่อบูรณาแผนงานให้ชัดเจนก่อนเสนอให้นายกฯ พิจารณา"

รมว.คมนาคม กล่าวว่า สำหรับระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต หลังมีปัญหาความล่าช้า โดยเฉพาะการประกวดราคาสัญญาที่ 3 ที่เป็นงานระบบรถไฟฟ้า ยังไม่สามารถประกวดราคาได้ ส่วนสัญญาที่ 1-2 ก็ยังไม่ได้ลงนามในสัญญากับผู้รับจ้างทำให้ต้องเสียค่าปรับจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ไปแล้วประมาณ 100 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อสรุปจึงต้องเรื่องทั้งหมดให้คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน ในวันที่ 27 ธ.ค. นี้ พิจารณาให้เกิดความชัดเจนก่อน จากนั้นจึงเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบ นอกจากนี้ยังได้รายงานแผนการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ย่านมักกะสันของร.ฟ.ท. เพื่อสร้างรายได้ ซึ่งในวันที่ 25 ธ.ค.นี้จะลงพื้นที่ตรวจสอบก่อน

นอกจากนี้ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ล่าสุดมี 3 สายทางที่มีความพร้อมประกวดราคาในต้นปี 2556 แล้ว คือ สายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่ และสะพานใหม่-คูคต วงเงินรวม 59,912 ล้านบาท และสายสีชมพู แคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี วงเงิน 38,730 ล้านบาท หลังเอกสารประกวดราคาเสร็จ และอีไออีผ่านแล้ว โดยเฉพาะสายสีเขียว กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอครม.เห็นชอบให้ดำเนินโครงการในเดือนม.ค.นี้ ส่วนสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี วงเงิน 73,070 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถประกวดราคาได้ประมาณปลายปี 2556

ทั้งนี้ สนข.ได้รายงานว่า ตามแผนในปี 2556 มีโครงการรถไฟฟ้าที่พร้อมประกวดราคา 7 โครงการ ระยะทางรวม 118.4 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้างรวม 187,843 ล้านบาท คือ สีชมพู แคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี ,สีส้มศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ,สีเขียว สมุทรปราการ-บางปู ,สีแดงอ่อนบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน/บางซื่อ-หัวลำโพง และช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน ,สีแดงเข้ม รังสิต-ม.ธรามศาสตร์ศูนย์รังสิต และแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์ ดอนเมือง-บางซื่อ

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
เมียนมาร์คลอดกฏหมายใหม่ดึงนักลงทุน
ธุรกิจ-การค้า
Myanmar-uttcสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยพาคณะนักธุรกิจดูลู่ทางการค้า การลงทุน ในสหภาพเมียนมาร์ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมาร์ชี้รัฐบาลเพิ่งคลอดกฏหมายว่าด้วยการลงทุนของ ด้านนักธุรกิจไทยให้จับตามองกฏหมายลูกหรือกฏกระทรวงที่จะออกตามมาในเดือนก.พ.2556 จะกำหนดให้สัดส่วนการร่วมทุนของชาวต่างชาติเท่าใด

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารของสภาหอการค้าฯ พร้อมตัวแทนนักธุรกิจไทยในทุกสาขารวม 20 คน เดินทางดูลู่ทางการลงทุนในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ โดยได้พบกับนายคัน ซอร์ รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนแห่งชาติและพัฒนาเศรษฐกิจ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ นายอู เนียน ถัน โอ รัฐมนตรีไฟฟ้าและอุตสาหกรรม นครย่างกุ้ง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสภาหอการค้าและอุตสาหกรรม(UMFCCI)เมียนมาร์ รวมทั้งนักธุรกิจชาวเมียนมาร์ที่ประชุมร่วมกัน โดยพบบรรยากาศของเมียนมาร์ในวันนี้เปิดรับการค้าและลงทุนจากต่่างประเทศ และรัฐบาลเมียนมาร์ยังได้คลอดกฏหมายว่าด้วยการลงทุนของต่างชาติฉบับใหม่ เมื่อเดือนพ.ย.ท่ีผ่านมา มีข้อชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติเสนอโครงการลงทุนผ่านทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของเมียนมาร์ ที่เรียกว่า Myanmar Investment Commition หรือ MIC ซึ่งมีหน้าที่คล้ายกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ของไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากเอ็มไอซีจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีใน 5 ปีแรก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังต้องจับตามองต่อว่าในเดือนก.พ.2556 จะมีการออกกฏกระทรวงหรือกฏหมายลูกตามออกมา ซึ่งเมื่อนั้นถึงจะระบุชัดเจนว่า สัดส่วนการเข้าร่วมลงทุนระหว่างชาวเมียนมาร์กับชาวต่างชาติจะเป็นเท่าไหร่ อย่างเช่นในแต่ละโครงการที่มาลงทุนในประเทศไทย จะให้ชาวต่างชาติถือหุ้น 49% คนไทย 51% ขณะที่ในเวียดนามให้ชาวต่างชาติลงทุนได้ 100% ก็ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะตัดสินใจออกมาอย่างไร

นอกจากนั้น ทางคณะที่เดินทางไปในครั้งนี้ได้ไปดูพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2538 จนถึงขณะนี้ถือว่ายังไม่มีการพัฒนามากเท่าใดนัก แต่ก็ถือว่าเป็นโครงการที่เริ่มต้นมาแล้วโดยนักธุรกิจชาวญีปุ่่นและเกาหลี แต่จากนี้เป็นต้นไปเมืื่อรัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศชัดเจนก็คงมีการเข้ามาลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและเกาหลี ทั้งนี้ ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวายังมีท่าเรือติละวา ที่มีศักยภาพรองรับเรือขนาดบรรจุ 20,000 เมตริกตัน โดยท่าเรือนี้ ถือเป็น 1 ใน 3 ของท่าเรือสำคัญของเมียนมาร์ อยู่ห่างนครย่างกุ้งเพียง 23 กิโลเมตร ขนส่งสินค้าผ่านทางแม่น้ำย่างกุ้ง โดยตั้งแต่รัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศและอนุญาติให้นำเข้ารถยนต์ได้ ก็ปรากฏว่ามีรถยนต์มือสองจากประเทศญี่ปุ่นหลายพันคันที่เข้ามาผ่านทางเรือแห่งนี้

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกรรมการ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เปิดเผยว่า เมือเมียนมาร์เปิดประเทศจะทำให้มีนักธุรกิจรายต่างๆ ของไทยสนใจมาลงทุนในเมียนมาร์มากขึ้น อย่างบริษัท น้ำตาลมิตรผล ก็อยากจะมาทำคอนแทรกฟาร์มมิ่งระบบการเพาะปลูกพืช ที่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ระหว่างฝ่ายเกษตรกรเจ้าของฟาร์มเพื่ิอปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลทรายอย่างที่ได้ลงไปลงทุนในประเทศจีนและลาวแล้ว เป็นต้น

นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้า ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวเมียนมาร์ตั้งแต่กลางประเทศลงมาจนถึงทางใต้ใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่ผลิตจากประเทศไทย ส่วนด้านเหนือของประเทศจะใช้สินค้าอุปโภคบริโภคของจีน ซึ่งมีความต้องการสินค้าไทยที่มีคุณภาพควบคู่ไปด้วย ซึ่งโอกาสที่จะบุกนำสินค้าไทยไปขายทางด้านเหนือของประเทศเมียนมาร์ได้จะต้องมีการพัฒนาโลจิสติกส์ และเปิดด่านชายแดน 5 แห่ง ซึ่งได้ผลักดันมา 5-6 ปีแล้ว ได้แก่ ด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด่านทวายบ้านพุ-น้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ด่่านเจดีย์ 3 องค์ จ.กาญจนบุรี ด่านห้วยต้นนุ่น จ.แม่ฮ่องสอน และด่านเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการขนส่งสินค้าไทยมากขึ้น จะเห็นได้จากปัจจุบันจากด่านแม่สอดไปถึงนครย่างกุ้ง มีระยะทางเพียง 460 กิโลเมตร และสามารถขึ้นไปถึงมัณฑะเลย์ในระยะทางอีก 600 กิโลเมตรได้ด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลเมียนมาร์ได้ออกนโยบายจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ 7 แห่ง ซึ่งในจำนวนนั้น 4 แห่งจะอยู่ติดประเทศไทย ซึ่งมีความเป็นไปได้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าแรงงานชาวเมียนมาร์ที่มาทำงานในไทยจะกลับประเทศกันหมดแน่ ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องรีบพิจารณานำเข้าแรงงานเมียนมาร์ที่ถูกกฏหมาย มีวีซ่าถูกต้องและเดินทางมาโดยเครื่องบินเพื่อนำเข้าแรงงานที่มาจากภาคกลางของเมียนมาร์ จากปัจจุบันจะมีเฉพาะแรงงานที่เป็นชนเผ่าที่อยู่ตามชายแดนติดกับไทย

นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าฯ กล่าวว่า การพาคณะนักธุรกิจเดินทางดูลูกทางการค้า การลงทุนในเมียนมาร์เพื่อติดตามข้อมูลล่าสุด เพราะจริงๆแล้วก็มีธุรกิจไทยที่ลงทุนอยู่ในเมียนมาร์อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นบริษัท ปตท. จำกัด มหาชน กลุ่มเอสซีจี และเครือซีพี แต่เมื่อเมียนมาร์มีนโยบายเปิดประเทศแน่นอน นักธุรกิจไทยก็คงต้องเดินทางมาดูหลายๆ รอบ เพื่อหาผู้ร่วมทุนที่รู้จักและเชื่อถือได้ และอย่าไปตามกระแสหรือทะเล่อทะล่าโดยเด็ดขาด

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
บีโอไอไฟเขียว 32 โครงการลงทุนฟื้นฟูจากอุทกภัย
อุตสาหกรรม
BOIอนุมัติ 32 โครงการลงทุนฟื้นฟูจากวิกฤตอุทกภัยพร้อมอนุมัติ 7 โครงการใหม่ลงทุนในนิคมฯ ที่จังหวัดปทุมธานี - อยุธยารวมให้ส่งเสริม 39 โครงการ เงินลงทุนรวม 31,466ล้านบาท

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณา โครงการตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อฟื้นฟูการลงทุน จากวิกฤตอุทกภัย ได้อนุมัติการขอรับส่งเสริม การลงทุนตามมาตรการเพื่อฟื้นฟู การลงทุนจากวิกฤตอุทกภัย ครั้งนี้ รวม 39 โครงการ เงินลงทุนรวม 31,466 ล้านบาท แบ่งเป็น การอนุมัติภายใต้มาตรการเพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤตอุทกภัย 32 โครงการ เงินลงทุนรวม 27,959 ล้านบาท และการอนุมัติภายใต้มาตรการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ หรือขยายการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี รวม 7 โครงการ เงินลงทุนรวม 3,506 ล้านบาท

สำหรับ โครงการที่ได้รับอนุมัติ ให้การส่งเสริมภายใต้มาตรการเพื่อฟื้นฟู การลงทุนจากวิกฤตอุทกภัย จำนวน 32โครงการ เกือบทั้งหมด หรือ 31 โครงการ ตั้งกิจการในที่ตั้งเดิม มีเพียง 1 โครงการที่ย้ายที่ตั้งใหม่ อาทิ บริษัท ที.เอ.ซี.คอนซูมเมอร์ จำกัด ได้รับส่งเสริมเพื่อฟื้นฟู การลงทุนในกิจการผลิตอาหารจากเนื้อสัตว์ เงินลงทุน 6.85 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละ 2,250 ตัน ตั้งโครงการในที่ตั้งเดิม คือ นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า จังหวัดพระ, บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด ได้รับส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูการลงทุนในกิจการผลิตเครื่องดื่มจาก พืช ผัก ผลไม้ บรรจุภาชนะผนึก เงินลงทุน 775.8 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละ 250 ล้านลิตร ตั้งโครงการในที่ตั้งเดิม คือ เขตอุตสาหกรรม นวนคร จังหวัดปทุมธานี

บริษัท เบนซ์มาร์ค อิเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูการลงทุน ในกิจการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เงินลงทุน 460.3 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละ 7 ล้านชิ้น ตั้งโครงการในที่ตั้งเดิม คือ นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริษัท อิมาเซน แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด ได้รับส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูการลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับเบาะรถยนต์ เงินลงทุน 420.2 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละประมาณ 12,900,000 ชิ้น ตั้งโครงการในที่ตั้งเดิม คือ นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูการลงทุน ในกิจการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์ เงินลงทุน 202.6 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละ 444,000 ชิ้น ตั้งโครงการในที่ตั้งเดิม คือ สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.

บริษัท โตชิบา แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูการลงทุนในกิจการผลิตเครื่องปรับอากาศ เงินลงทุน 703 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละ 930,000 เครื่อง ตั้งโครงการในที่ตั้งเดิม คือ สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จังหวัดปทุมธานี บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูการลงทุนในกิจการผลิต ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และชิ้นส่วน เงินลงทุน 10,740.2 ล้านบาท กำลังการผลิตรวมปีละ 2,000 ล้านชิ้น ตั้งโครงการในที่ตั้งเดิม ประกอบด้วย เขตอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี นิคมอุตสาหกรรม บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี

สำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติ ภายใต้มาตรการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ หรือขยายการลงทุน ในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี รวมจำนวน 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 3,506 ล้านบาท อาทิ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับส่งเสริมในกิจการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์ เงินลงทุน 259 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละประมาณ 444,000 ชิ้น ตั้งโครงการที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริษัท ไดโด อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับส่งเสริมในกิจการผลิตชิ้นส่วนแม่เหล็กสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า เงินลงทุน 770 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละ 25 ล้านชิ้น ตั้งโครงการที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริษัท ฮิตาชิ เมทัลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับส่งเสริมในกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เงินลงทุน 181 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละประมาณ 156 ล้านชิ้น ตั้งโครงการที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
นายกฯสั่ง สศช.ทำแผนธุรกิจโซนนิ่งภาคเกษตร
เกษตรกรรม
Farmerพบพื้นที่ที่ชาวนาปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสูงถึง 30.7 ล้านไร่ ชี้การจัดทำโซนนิ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และช่วยลดภาระของรัฐบาลในการอุดหนุนสินค้าเกษตรในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการการบูรณาการการจัดทำโซน นิ่งภาคเกษตรและทิศทางการพัฒนากลุ่มจังหวัด โดยที่ประชุมมีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) ไปจัดทำแผนธุรกิจในพื้นที่โซนนิ่งภาคเกษตร เพื่อดูข้อมูลผลตอบแทนทางเศรษฐกิจภายหลังการจัดโซนนิ่ง และการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งดูถึงผลกระทบทางสังคมในกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพในพื้นที่ต่างๆ ภายหลังจากที่ได้รายงานการบูรณาการจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตร ว่ามีพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดที่รัฐบาลควรดำเนินการนำร่องเพราะถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศเป็นอย่างมาก

เนื่องจากมูลค่าสินค้าเกษตรทั้ง 6 ชนิดคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 54.7% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) และมีพื้นที่เพาะปลูกถึง 137 ล้านไร่ โดยข้าวมีพื้นที่ปลูกจริง 84.5 ล้านไร่ อยู่ในพทื้นที่เหมาะสม 53.8 ล้านไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม 30.7 ล้านไร่ ขณะที่มันสำปะหลัง มีพื้นที่ปลูกจริง 10.1 ล้านไร่ อยู่ในพื้นที่เหมาะสม 3.2 ล้านไร่ ไม่เหมาะสม 6.8 ล้านไร่ อ้อยโรงงาน มีพื้นที่ปลูก 6.7 ล้านไร่ พื้นที่เหมาะสม 4.4 ล้านไร่ ไม่เหมาะสม 2.3 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีพื้นที่เพาะปลูก 7.9 ล้านไร่ พื้นที่เหมาะสม 2.1 ล้านไร่ ไม่เหมาะสม 5.8 ล้านไร่ ยางพารามีพื้นที่ปลูก 24 ล้านไร่ มีพื้นที่เหมาะสม 11 ล้านไร่ ไม่เหมาะสม 13 ล้านไร่ และปาล์มน้ำมันมีพื้นที่ปลูก 3.9 ล้านไร่ เหมาะสม 2.2 ล้านไร่ ไม่เหมาะสม 1.6 ล้านไร่

ทั้งนี้ สศช.ระบุด้วยว่าปัจจุบันมีการปลูกข้าวในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากที่สุดในประเทศอยู่เพียง 2.48 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง เช่น สระบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท และลพบุรี และในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยเช่น พัทลุง และนครศรีธรรมราช เป็นต้น ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวของไทยส่วนใหญ่อยู่ในประเภทเหมาะสมปานกลางโดยมีอยู่ประมาณ 55.6 ล้านไร่ โดยกระจายอยู่ในภาคเหนือตอนล่าง เช่น นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาทและสถพีณบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน เช่น ศีรษะเกษ และยโสธร เป็นต้น สำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมน้อยปัจจุบันมีการปลูกข้าวอยู่ 19.27 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยูในพื้นที่ภาคกลางตอนบนและตอนกลาง เช่น อยุธยา ปทุมธานี และนครนายก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี นครพนม และหนองคาย เป็นต้น

นายนิรุตติ คุณวัฒน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่ารัฐบาลมีแผนที่จะจัดทำแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินในประเทศไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในระยะแรกให้ความสำคัญในการจัดทำโซนนิ่งสินค้าเกษตร 6 ชนิดที่เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันพืชเศรษฐกิจของไทยมีการปลูกกระจัดกระจายในพื้นที่ต่างๆของ ประเทศ ซึ่งในบางพื้นที่ก็ไม่เหมาะสม เช่นเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วม คุณภาพดินไม่ดี หรือระบบชลประทานมีปัญหา ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการพัฒนาและส่งเสริม ขณะที่เกษตรกรก็ไม่สามารถสร้างรายได้จากการเพาะปลูกได้สูง ดังนั้นการทำโซนนิ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ นอกจากนั้นการทำโซนนิ่งยังมีเป้าหมายเพิ่มรายได้เกษตรกร และช่วยลดภาระของรัฐบาลในการอุดหนุนสินค้าเกษตรในอนาคตเนื่องจากสามารถวาง แผนในการผลิตสินค้าเกษตรให้เพียงพอและสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของตลาด ได้ รวมทั้งรองรับการวิจัยและพัฒนา และการพยากรณ์ปริมาณอุปสงค์อุปทานของตลาดได้อย่างแม่นยำด้วย

สำหรับการจัดทำแผนที่แม่บท (Master Map) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ "GISDA" ได้ดำเนินการนำเอาแผนที่ต่างๆมาบูรณาการกันเพื่อจัดทำแผนที่ตัวอย่างของการใช้ประโยชน์ที่ดินในประเทศไทยเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี โดยใช้ข้อมูลหลักใน 3 ด้านได้แก่ แผนที่อนุรักษ์ แผนที่เพาะปลูก และแผนที่การถือครองที่ดินของกรมที่ดิน ทำให้ทราบว่าการเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆอยู่ที่ไหนรวมทั้งมีข้อมูลเบื้องต้นในการจัดทำโซนนิ่งพืชเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีต้องการให้แผนที่ที่จะจัดทำขึ้นใหม่นี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย จึงมอบให้หน่วยงานต่างๆไปทำงานร่วมกันและกับมาประชุมร่วมกันอีกครั้งภายใน 1 เดือน โดยครั้งต่อไปกำหนดให้แนวคิดหลักของการจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตรให้ชัดเจน และจะมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการอีก 2 – 3 ครั้ง ก่อนจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อรับผิดชอบงานด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนการจัดทำโซนนิ่งในภาคปฏิบัติต่อไป

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
แอร์พอร์ต ลิงค์ให้บริการถึงตี 2 ต้อนรับปีใหม่
คมนาคม
Airport_linkรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ มอบของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้ผู้โดยสาร ขยายเวลาการให้บริการเพิ่มอีก 2 ชั่วโมง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางช่วงเวลาเฉลิมฉลองการนับถอยหลังสู่ปีใหม่

นางเอมอัชฌา พงศ์พรรณภาณุ ผู้จัดการส่วนมวลชนสัมพันธ์ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 นี้ เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ทางบริษัทจะเพิ่มเวลาเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสาย City Line จากเดิมให้บริการเวลา 06.00- 24.00 น. เป็นเวลา 06.00- 02.00น. (ของวันที่ 1 มกราคม 2556) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารที่ร่วมเฉลิมฉลองงานปีใหม่ ใ ห้สามารถเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว ประหยัด และปลอดภัย

อย่างไรก็ตามในวันที่ 31ธันวาคม 2555 นี้ รถไฟฟ้าสาย Express Line ยังให้บริการตามปกติ โดยมีวิ่งทั้ง 2 เส้นทาง ได้แก่ สถานีพญาไท –สุวรรณภูมิ- พญาไท และสถานีมักกะสัน – สุวรรณภูมิ – มักกะสัน โดยเปิดให้บริการเวลา 06.00- 24.00 น. และขอเชิญชวนผู้โดยสารให้มาใช้บริการระบบเช็คอิน และระบบขนส่งสัมภาระได้ที่แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ สถานีมักกะสัน โดยผู้โดยสาร ที่ต้องการเช็คอินสามารถใช้บริการได้ที่เคาน์เตอร์สายการบินไทย (Thai Airways International) ตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น. รวมทั้งเช็คอินล่วงหน้าก่อนเดินทางได้ 3 -12 ชั่วโมง เพื่อเป็นการลดปัญหาผู้คนหนาแน่น และลดการรอคิวการเช็คอินภายในสนามบิน นอกจากนี้ผู้โดยสารยังสามารถจอดรถได้ที่สถานีมักกะสันฟรี ตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งสามารถรองรับจำนวนรถได้ถึง 300 คัน

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้จัดการแผนกการตลาด บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวว่า เพื่อเป็นการตอบแทนผู้โดยสารที่ให้ความไว้วางใจและใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ ด้วยดีตลอดปีที่ผ่านมา แผนกการตลาดได้เตรียมชาขาวเพียวริคุ แจกให้แก่ผู้โดยสารฟรี ไม่มีเงื่อนไข จำนวน 70,000 ขวด โดยจะแจกวันละ 7,000 ขวด ระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2555 -2 มกราคม 2556 โดยจะแจกที่สถานีพญาไท วันละ 5,000 ขวด และ สถานีสุวรรณภูมิ วันละ 2,000 ขวด อีกทั้ง ในวันที่ 1 มรกราคม 2556 จะแจกปากกาสวยหรูฟรี ให้กับผู้โดยสารที่ใช้บริการทั้งรถไฟฟ้าสาย Express Line และสาย City Line ทุกสถานี จำนวน 20,000 ด้าม และตกแต่งต้นคริสมาสต์สูง 5 เมตร ประดับไฟโดยรอบบริเวณทางเชื่อมพญาไท ให้สวยงาม เพื่อเป็นจุดถ่ายภาพและเป็นจุดพักผ่อนของผู้โดยสารรถไฟฟ้า พร้อมกันนี้ในส่วนสถานีสุวรรณภูมิจะมีการตกแต่งต้นคริสมาสต์และประดับไฟ โดยรอบบริเวณหน้าบันไดเลื่อน ทางเลื่อน City Line และ Express Line

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL