ข่าว
hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
ธอส.คาดสูญรายได้ 900 ล้านบาทซับน้ำตาลูกค้า
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
vorrawit_chailimpamontri"วรวิทย์" เผยล่าสุดไฟเขียวลูกค้าไม่ต้องจ่ายหนี้แล้ว 48,000 ราย จากผู้ยื่นทั้งหมด 55,000 ราย มั่นใจอนุมัติครบทุกคนที่ขอภายในสิ้นเดือนนี้ พร้อมเตรียมวงเงินปล่อยกู้ซ่อมแซมบ้านอีก 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ 2% คงที่ 5 ปี

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรงในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งล่าสุดธนาคารได้มาตรการลดภาระหนี้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2 แนวทางคือ 1.กรณีลูกค้าเดิมของ ธอส.ที่ ได้รับผลกระทบ จะผ่อนปรนการผ่อนชำระหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยจะยกเว้นเงินต้นและดอกเบี้ย กรณีได้รับผลกระทบรุนแรงจะพิจารณาผ่อนปรนฯ ต่อให้อีกไม่เกิน 6 เดือนรวมแล้วไม่เกิน 12 เดือน โดยจะพิจารณาตามระดับความเสียหาย ส่วนลูกค้าที่มีที่อยู่อาศัยพังเสียหายทั้งหลังจนไม่สามารถ อยู่อาศัยได้จะได้รับการปลดภาระหนี้ตามยอดหนี้คงเหลือในส่วนของอาคารโดยผู้ กู้ผ่อนชำระหนี้ในส่วนของที่ดินที่คงเหลือเท่านั้น

และ2. ลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อสร้างและซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลดแล้ว ธนาคารได้เสนออัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษ 2% นาน 5 ปี กรณีมีหลักประกัน จะได้รับวงเงินให้กู้ 100% ของราคาประเมิน ให้กู้ต่อรายไม่เกิน 1 ล้านบาท หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคาร ส่วนกรณีไม่มีหลักประกันให้กู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย คงที่ 4% ต่อ ปี นาน 5 ปี และต้องมีบุคคลผู้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15% ของวงเงินกู้ ค้ำประกัน นับเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดในระบบของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้

"สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้น จึงเริ่มมีลูกค้าของเราติดต่อขอเข้าร่วมโครงการยกเว้นเงินต้นและดอกเบี้ย 0% มากขึ้น โดยมียอดขอเข้าร่วมโครงการแล้ว 550,000 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อประมาณ 35,000 ล้านบาทจากการประเมินเบื้องต้นว่า จะมีลูกค้าของธนาคารได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ ประมาณ 80,000 ราย วงเงินสินเชื่อประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุด ธนาคารได้อนุมัติให้ลูกค้าผ่อนปรนชำระค่างวดไปแล้ว ทั้งสิ้น 48,000 ราย และมั่นใจว่าภายในสิ้นเดือนธ.ค.นี้ ธนาคารจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้ทั้งหมด"

นายวรวิทย์ กล่าวว่า จำนวนลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ 55,000 ราย วงเงินสินเชื่อ 35,000 ล้านบาทนั้น จะทำให้รายได้ของธนาคารหายไปประมาณเดือนละ 190 ล้านบาท และหากนับรวมตลอด 6 เดือนคาดว่า จะสูญเสียรายได้ประมาณ 900 ล้าน บาท ซึ่งถือเป็นเม็ดจำนวนเงินมหาศาลที่ต้องสูญเสียไปก็ตาม แต่ยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ ธอส.ต้องเร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าของธนาคาร เพราะที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรง ชีวิต หากขาดที่อยู่อาศัยไปแล้ว โอกาสที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจะฟื้นตัวจากวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ยิ่งยากมาก ขึ้น

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ลูกค้าแต่ละรายจะได้รับเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปตามความเสียหายที่เกิดขึ้น จริงเช่น กรณี น้ำท่วมเข้าตัวบ้านสูงระดับหัวเข่า อาจได้รับการยกเว้นเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นาน 3 หรือ 4 เดือนขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่หากน้ำท่วมหนัก เช่น จมทั้งหลัง ธอส.ก็ให้เต็มๆ คือ 6 เดือน เช่น บ้านชั้นเดียว หรือทาว์เฮาส์ชั้นเดียว เป็นต้น แต่หากท่วมเพียงเล็กน้อยจะขอรับสิทธิ์ 0% นาน 6 เดือนก็คงไม่ได้

"ผมขอยืนยันว่า ในช่วงที่ลูกค้าเข้าร่วมมาตรการของธนาคาร ลูกค้าไม่ต้องส่งเงินต้นและดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว และที่สำคัญ ธนาคารจะไม่บวกเพิ่มเงินต้นหรือดอกเบี้ยโดยเอาไปรวมกับยอดสินเชื่อวงใหญ่ที่ ค้างอยู่กับธนาคาร เมื่อเข้าสู่กระบวนการการผ่อนชำระหนี้ตามปกติ เหมือนกับธนาคารพาณิชย์เอกชนบางแห่ง โดยภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น ธอส.จะเป็นผู้รับภาระไว้เองทั้งหมด"

ส่วน กรณีที่ลูกค้าของ ธอส.เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือมีหนี้ติดค้างอยู่กับแต่ยังไม่เป็นเอ็นพีแอล ต้องนำเงินมาชำระหนี้เก่าให้หมดก่อนถึงจะเข้าร่วมโครงการได้ เช่น น้ำท่วมบ้านวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมาเงิน งวดของเดือนต.ค. ที่จะครบกำหนดจ่ายในวันที่ 31 ต.ค. หรือในช่วงต้นเดือนพ.ย. ลูกค้าต้องนำเงินมาชำระค่างวดในเดือนนั้นก่อนเพื่อเคลียร์บัญชี ไม่ให้หนี้ติดค้างระหว่างกัน โดยในเดือนถัดไป ซึ่งในทางบัญชีจะถือเป็นเดือนแรก อาจจะเป็นเดือนพ.ย.หรือเดือนธ.ค.ก็ไม่ต้องมาชำระค่าบ้านอีกแล้ว จนกว่าจะครบข้อตกลงที่ทำไว้ธนาคาร

ส่วนมาตรการที่ 2 คือ สินเชื่อซ่อมบ้านนั้น คาดว่าจะมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นในช่วงปีใหม่ หลังจากที่น้ำลดและเจ้าของบ้านสำรวจความเสียหายแล้ว โดยคาดว่า จะมีความต้องการสินเชื่อประมาณ 20% ของวงเงินสิน เชื่อจากมาตรการแรก ซึ่งขณะนี้ ธนาคารได้เตรียมวงเงินสินเชื่อประมาณ 10,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2% คงที่นาน 5 ปี กรณีที่เป็นลูกค้าเก่า ส่วนลูกค้าใหม่ที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูที่อยู่อาศัยก็สามารถขอได้ โดยลูกค้าที่ไม่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันนั้น ทางธนาคารจะให้กู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 4% คงที่นาน 5 ปีและสำหรับลูกค้าใหม่ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันนั้นจะคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 2% คงที่ 5 ปี โดย ธอส.ยอมแบก รับภาระดอกเบี้ยแทนลูกค้าอีกประมาณ 4%

วรวิทย์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง ธอส.เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีบ้านเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น ผลประโยชย์หรืออัตรากำไรของธนาคารจึงไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก โดยในปีนี้ ธอส.คาดว่า จะมีกำไรจากผลการดำเนินงานประมาณ 6,700 ล้านบาท และหากนับรวมมาตรการต่างๆ ที่ช่วยเหลือลูกค้าประสบภัยน้ำท่วมแล้ว กำไรของ ธอส.ทะลุเกิน 7,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2011 เวลา 10:33 น.
 
บอร์ดกนอ.ชุดใหม่วิ่งพล่านแก้ปัญหานิคมถูกน้ำท่วม
อุตสาหกรรม
Vitoon_Simachokedeeสั่งกนอ.ตั้งคณะทำงานร่วมกับกรมโรงงานสรุปบทเรียนหลังน้ำท่วม ตั้งเป้านิคมฯแห่งใหม่ๆ ต้องไม่อยู่ใกล้เส้นทางน้ำผ่าน

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร การนิคมอุตสหากรรมแห่งประเทศไทย(บอร์ดกนอ.) เปิดเผยว่า วันที่ 15 ธ.ค. จะมีการประชุมบอร์ดกนอ. ซึ่งจะสั่งการให้กนอ.และกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.)ตั้งคณะทำงานร่วมกันถาวรเพื่อศึกษา และสรุปบทเรียนที่เกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมทั้งกรณีปัญหา สิ่งแวดล้อมในนิคมฯมาบตาพุด และวิกฤติน้ำท่วมนิคมฯ เขตประกอบการฯและสวนอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมเป็นมูลค่ามหาศาล

คณะกรรมการดังกล่าว จะไปดำเนินการตั้งยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใน 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ 1.จัดทำแผนป้องกันภัยพิบัติต่างๆที่จะเกิดแก่นิคมอุตสาหกรรม อาทิ ป้องกันน้ำท่วม อัคคีภัย อุบัติภัย เป็นต้น 2.การประสานงานให้การออกใบอนุญาต ตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรม ต้องมีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก ให้แก่นักลงทุนไม่ให้เกิดความล่าช้า และ3.การติดตามเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความปลอดภัยต่างๆของโรงงาน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตประชาชน ในพื้นที่โดยรอบนิคมฯ เพราะที่ผ่านมาปัญหาสิ่งแวดล้อม ในนิคมฯมาบตาพุดส่งผลกระทบต่อการลงทุน ในภาคอุตสาหกรรม และเกิดการสูญเสียมูลค่าหลายแสนล้านบาท

นอกจากนี้ ต้องมีการตรวจสอบสารพิษอันตราย ในนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนเข้าไปดูแล อุตสาหกรรมให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นด้วย จากปัจจุบันที่มีอยู่นอกระบบจำนวนมาก รวมทั้งจะมอบหมายให้กนอ.ประสานกับนิคมฯ เขตประกอบการฯ และสวนอุตสาหกรรมของภาคเอกชน ทั้งหมดมีการวางแผนการป้องกันภัยต่างๆ รวมทั้งการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ และให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ของกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย

"บอร์ดกนอ.ยังจะได้สั่งการให้กนอ.ตั้งคณะทำงานร่วมกับกรอ.เป็นการถาวร เพื่อสรุปบทเรียนในอดีตที่เกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรม ทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในนิคมฯมาบตาพุดและเหตุการณ์น้ำท่วมนิคมฯทั้ง 7 แห่ง แล้วประสานงานกันในการพัฒนาพื้นที่การลงทุนอื่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในอนาคต ขณะเดียวกันอาจจะต้องมีการแก้ไข และปรับกฎระเบียบการลงทุนบางอย่างของ 2 หน่วยงาน ที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนด้วย"

วิฑูรย์ กล่าว ว่า สำหรับแนวทางการหาพื้นที่พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในอนาคต จะต้องไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม โดยจะมีการกระจายนิคมฯไปยังพื้นที่ต่างๆทั้งภาคเหนือ ภาคอิสานและภาคใต้มากขึ้น เพราะปัจจุบันนิคมฯส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มและติดแม่น้ำ เนื่องจากในอดีตต้องการให้มีความสะดวกต่อระบบการขนส่งสินค้า และการพัฒนานิคมฯใหม่ จะต้องมีความครบวงจรมากขึ้น เช่น นิคมฯเพื่อประกอบกิจการอัญมณี, สิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ โดยจะให้มีตั้งแต่การผลิตต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำในฟื้นที่เดียวกันเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่นักลงทุน

"การพัฒนานิคมฯใหม่ในนาคต จะต้องกระจายไปยังพื้นที่อื่นมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่แห่งเหมือนปัจจุบัน และการเลือกพื้นที่ จะต้องไม่อยู่ในฟื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ได้เคยส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ต้องหยุดชะงัก 76 โครงการ สร้างความเสียหายทางธุรกิจมูลค่ากว่า 4 00,000ล้านบาท หลังจากที่ศาลปกครองเคยสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ จนกว่าจะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ ขณะที่น้ำท่วมที่ผ่านมาสร้างความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมรวมกันประมาณ 461,340 ล้านบาท โดยมีโรงงานนิคมฯทั้ง 7 แห่ง จมน้ำจำนวน 838 โรงงาน มูลค่าความเสียหาย 237,340 ล้านบาท และโรงงานอุตสาหกรรมนอกนิคมฯเสียหายจำนวน 9,021 แห่ง มูลค่า 200,000 ล้านบาท และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)จำนวน 285,000 ราย มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
พาณิชย์ขอผู้ผลิตตรึงราคาแบตเตอรี่-ยางรถยนต์
ธุรกิจ-การค้า
Watchalee_Wimuktayonเหตุรถจมน้ำเยอะ ความต้องการใช้มากกว่าปกติ เตรียมนัดเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า จัดโปรโมชั่นช่วยน้ำท่วมสัปดาห์นี้ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจซ้ำผู้ผลิตโฆษณาลดราคา หวั่นลดไม่จริง

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จะขอความร่วมมือผู้ประกอบการสินค้าแบตเตอรี่ ยางรถยนต์ และสายไฟฟ้า รวมถึงเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าที่เคยขออนุมัติปรับขึ้นราคาเข้ามาก่อนหน้านี้ ให้พยายามตรึงราคาสินค้าไปก่อน และหากปรับลดราคาสินค้าลงได้ก็ขอให้ช่วยปรับลด เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะแบตเตอรี่และยางรถยนต์ที่คาดว่าจะมีการใช้เพิ่มมากขึ้น จากความต้องการนำไปใช้ทดแทนของเดิมในรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม

"ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ปกติ ก็อยากจะขอให้ผู้ผลิตช่วยเหลือประชาชนไปก่อน เพราะรถยนต์จมน้ำมาก ความต้องการใช้ทั้งแบตเตอรี่ และยางรถยนต์ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ผลิตขายได้มากขึ้น ขณะที่ต้นทุนก็ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก จึงน่าจะตรึงราคาและลดราคาลงมาได้"

ส่วนสายไฟฟ้า และเหล็ก ก็เป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่กรมฯ จะขอความร่วมมือให้ตรึงราคาและลดราคาลง เพื่อให้ประชาชนได้ซื้อหาไปใช้ในการซ่อมแซมบ้าน เพราะขณะนี้สถานการณ์วัตถุดิบในตลาดโลก เช่น ทองแดง และเหล็ก ก็ไม่ได้ปรับราคาขึ้น เพราะราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น และยังมีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความต้องการใช้ลดลง จากภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้กรมฯ จะเชิญผู้ผลิตสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามาหารือเพื่อขอความร่วมมือปรับลดราคาลง ซึ่งในเบื้องต้น สินค้าเฟอร์นิเจอร์ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตหลายยี่ห้อ เช่น อินเด็กซ์ คอนเซ็ปต์ และผู้ผลิตย่านบางโพ ที่ยืนยันว่าจะปรับลดราคาให้เป็นพิเศษ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็มีหลายรายที่พร้อมจะให้ความร่วมมือ

สำหรับการขอความร่วมมือปรับลดราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลดก่อนหน้านี้ โดยมีผู้ผลิตจำนวนมากให้ความร่วมมือลดราคา 10-80% เช่น เครือ SCG โฮมมาร์ท โฮมโปร โฮมเวิร์ก ไทวัสดุ เพาเวอร์บาย เป็นต้น กรมฯ ขอให้มีการปรับลดราคาตามที่ได้มีการหารือไว้ และขอให้ติดป้ายแสดงการลดราคาให้ผู้บริโภคตรวจสอบได้อย่างชัดเจน และกรมฯ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบยังสาขาต่างๆ ที่ได้รับปากว่าจะลดราคาด้วย หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่าไม่ได้ปรับลดราคาจริง

ทั้งนี้ รายละเอียดการปรับลดราคาของผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง มีดังนี้ โฮมเวิร์คและไทวัสดุ ลดราคา 10-80% ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.54-15 ม.ค.55 ที่ร้านไทวัสดุ สาขาบางบัวทอง สุขาภิบาล 3 บางนา และมหาชัย และโฮมเวิร์ค สาขาราชพฤกษ์ สินค้าที่เข้าร่วมรายงาน ได้แก่ กลุ่มทำความสะอาดบ้าน กลุ่มปั๊มน้ำประปาและไส้กรอง กลุ่มสินค้าทำความสะอาดผนังบ้านและสี กลุ่มสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้า กลุ่มสินค้าประตูและหน้าต่าง และกลุ่มสินค้าซ่อมแซมตัวบ้านและรั้ว

โฮมโปร ลดราคาตั้งแต่วันที่ 10-31 ธ.ค.55 จำนวน 44 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ 10-70% ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าทำความสะอาด กลุ่มสินค้าระบบน้ำและประปา กลุ่มสินค้าระบบไฟฟ้า กลุ่มสินค้าพื้น ประตู หน้าต่าง บานซิงค์ กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มสินค้าตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ส่วนโฮมมาร์ท และร้านผู้แทนจำหน่ายของ SCG ลดราคาสินค้าซ่อมแซมบ้านตั้งแต่ 10-60% เริ่มวันที่ 22 พ.ย. และจะลดจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.54 ในสาขาที่อยู่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย 19 จังหวัด

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ธปท.คาดแบงก์เก็บสภาพคล่องไว้รองรับสินเชื่อ
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
Kerk_Vanitkulระบุแบงก์ยังไม่รับลูกปรับดอกเบี้ยฝากและกู้ลง น่าจะมาจากแบงก์ต้องการเก็บสภาพคล่องไว้เพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อที่จะเพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจากแบงก์ขาดสภาพคล่องหรือการลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ครั้งล่าสุดไม่มากพอ

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่ยังไม่เห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลงของระบบธนาคารพาณิชย์ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เป็นเพราะธนาคารพาณิชย์มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ตึงตัว หรือเป็นเพราะกนง.ปรับลดดอกเบี้ยน้อยเกินไปจนทำให้การส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายไม่มีผลต่อนัยยะดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ หรือเพียงช่วยแรงกดดันด้านต้นทุนธนาคารพาณิชย์ให้ลดลงเท่านั้น

แต่คาด ว่า ทั้งธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ต้องการเก็บสภาพคล่องไว้ เพราะต่างคาดการณ์กันว่า หลังจากที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมหนัก จะทำให้ประชาชนมีความต้องการสินเชื่อจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเตรียมสภาพคล่องไว้ เพื่อเตรียมรองรับการความต้องการสินเชื่อเพื่อการใช้จ่ายจาก ที่เกิดจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆของรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าน่าจะออกมามาก รวมทั้งรองรับความต้องการสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟู และซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และกิจการ ของทั้งภาคธุรกิจและประชานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งคาดว่าจะมีมากขึ้นในระยะต่อไป

"ส่วนตัวไม่คิดว่าการที่กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยโยบายน้อย จะมีผลทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยน้อย หรือไม่ลดดอกเบี้ยเลย หรือมีนัยยะทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไม่มีผลต่อตลาดเลย เพราะการจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จะประกอบด้วยหลายปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเขาก็ดูจากการส่งสัญญาณของกนง.แล้ว ขณะนี้การลดดอกเบี้ยต้องทำอย่างระมัดระวัง และเป็นเรื่องที่ต้องใชเวลา"นายเกริก กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า วัตถุประสงค์ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของกนง.จะช่วยให้ภาระต้นทุนในการกู้ยืมเงินของประชาชน และภาคธุรกิจลดลง แต่หน้าที่สำคัญของการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.เป็นเรื่องของการส่งสัญญาณภาวะทางเศรษฐกิจ ให้ทุกคนได้รับรู้และปรับตัว หรือเป็นการชี้นำตลาด ว่าทิศทางเป็นอย่างไร ส่วนตลาดจะตอบสนองหรือปรับรับได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความจำเป็นของสภาพ คล่องแต่ละธนาคาร และอีกผหลายปัจจัยมาประกอบด้วย

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ททท.รุกดึงตลาดจีน-ญี่ปุ่นฟื้นท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
Airportททท.เดินหน้าขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูท่องเที่ยว ออกเดินทางชี้แจงต่างประเทศ ดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้าไทยเริ่มจากตลาดเอเชีย จีน ญี่ปุ่น ก่อน พร้อมโครงการ "ห้องรับแขกโลก" จัดพนักงานชุดพิเศษ 70 คนซึ่งเชี่ยวชาญ 3 ภาษา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ

นายสุรพล เศวตเศรณี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) กล่าวว่า ผลกระทบด้านการท่องเที่ยวจากอุทกภัยน้ำท่วม ทำให้สูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้า ประเทศไทย 500,000-600,000 คน คิดเป็นรายได้หายไป 21,000-24,000 ล้านบาท ในส่วนนักท่องเที่ยวคนไทยที่ชะลอการเดินทาง 6.9 ล้านคน สูญเสียรายได้ประมาณ 13,500 ล้านบาท ขณะที่ตลอดทั้งปี 2554 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวม 18.3-18.6 คน มีรายได้ 703,000-716,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนเกิดวิกฤติที่จะมีนักท่องเที่ยวในปีนี้ 19.5 ล้านคน

ดังนั้น จากนี้ไป ททท. จึงเริ่มขับเคลื่อนตามแผนลำดับการบริหารวิกฤตเข้าสู่ขั้นที่ 3 คือ การฟื้นฟู (Recovery) เพราะเหตุการณ์เริ่มนิ่งทำให้สามารถออกไปชี้แจงกับคู่ค้าต่างประเทศได้ โดยจะเริ่มโฟกัสตลาดเอเชียก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่หายไปเร็วที่สุดแต่ฟื้นตัวกลับได้เร็วที่สุด โดยตลาดหลัก 2 อันดับแรกคือ จีน ญี่ปุ่น ใช้กลยุทธ์ความสัมพันธ์ระดับการฑูต และระดับททท.ที่มีต่อเอเยนต์ทัวร์รายใหญ่ เริ่มจากเดือนธันวาคม ททท.จะเดินทางโรดโชวร์ใน 3 เมือง ของประเทศจีน ได้แก่ เมืองเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งและกวางโจว และร่วมโปรโมตทัวร์ผ่านเครื่องบินเช่าเหมาลำจาก 10 มณฑลที่ไม่มีเที่ยวบินตรง และช่วงตรุษจีน จัดฉลอง 37 ปีความสัมพันธ์ไทย – จีน นำการแสดงจากจีนตระเวนโชว์ 10 จังหวัดในไทย คาดท่องเที่ยวจีนฟื้นตัว 100% ใน ช่วงตรุษจีนทันที

ส่วนญี่ปุ่น จะจับมือกับ 8 บริษัททัวร์รายใหญ่ เตรียมทำแพ็คเกจทัวร์ภายใต้โครงการ "บิวตี้ฟูลไทยแลนด์" เน้นให้คนญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย คาดว่าตลาดญี่ปุ่น จะเริ่มกลับมาตั้งแต่ ม.ค. เป็นต้นไป ร่วมถึงการทำประชาสัมพันธ์เชิงฮาร์ดเซล์ล จะเริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2555 ด้านนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง คาดว่าจะเริ่มกลับมาเดินทางเข้าไทยในช่วงเดือนธันวาคมนี้

ด้าน ตลาดในประเทศ จัดมหกรรมซื้อขายด้านท่องเที่ยว "สวัสดีประเทศไทย" ในเดือนม.ค.เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนในพื้นที่ๆ ผ่านปัญหาน้ำท่วมมาเสนอสินค้าบริการท่องเที่ยวแก่ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ และจัด 6 เส้นทางเที่ยวตามโครงการพระราชดำริภาคเหนือ ซึ่งรวมถึงการเข้าชมมหกรรมพืชสวนโลกด้วย

นายประกิตติ์ พิริยะเกียรติ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า เตรียมผลักดันโครงการ "ห้องรับแขกโลก" หรือ Thailand Welcomes The World ซึ่ง เป็นหนึ่งในโครงการที่เตรียมเสนอภายใต้งบฟื้นฟูหลังอุทกภัย โดยคาดว่าจะใช้งบราว 20 ล้านบาท เพื่อจัดพนักงานชุดพิเศษ 70 คนซึ่งเชี่ยวชาญ 3 ภาษา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ทำงานช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สนามบินสุวรรณภูมิ โดยจัดเวรทำงานครั้งละ 25 คนบริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแก้ไขปัญหาการแออัดและคิวยาวทั้งบริเวณ ตม. และบริเวณแผนก Visa On Arrival ซึ่งนักท่องเที่ยวร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ก็จะช่วยจัดอบรมพนักงาน ตม.ที่มีอยู่ ในเรื่องการต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการนี้จะทำให้ไทยเกิดภาพลักษณ์ที่ดีตั้งแต่การต้อนรับด่านแรก ระยะเริ่มต้นวางโครงการ 8 เดือน ม.ค.-ส.ค. แต่หลังจากนั้นอาจทำต่อเนื่องเป็นโครงการประจำทุกปี เนื่องจากจะสร้างความประทับใจที่ดีต่อนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้จะจัดบริการอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติม และเพิ่มจุดให้บริการโทรศัพท์ฟรีภายในประเทศ สำหรับนักท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องใช้

นอกจากนี้ เตรียม จัด 4 กิจกรรมระดับนานาชาติ เพื่อกระตุ้นต่างประเทศ เริ่มวันที่ 13 ธ.ค.ททท.จัดเมกะแฟมทริปนำสื่อมวลชนทั่วโลก 300 คนชมแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม จากนั้นระหว่างวันที่ 15-18 ธ.ค. สนับสนุนการแข่งขัน "ไทยแลนด์ กอล์ฟ แชมเปียนชิพ 2011" ที่ ชลบุรี ซึ่งจะมีแฟนกอล์ฟติดตามโปรชื่อดังอย่าง เซอร์จิโอ การ์เซีย, จอห์น เดลี มาชมการแข่งขันในไทย

สำหรับวันที่ 1 ม.ค. 2555 ถือโอกาสช่วงก่อนเริ่มแข่งขันเทนนิสออสเตรเลียน โอเพ่น ดึงสองนักเทนนิสหญิง มือวางอันดับ 1 และ 3 คือ แคโรไลน์ วอซเนียคกี และ วิคตอเรีย อซาเรนกา มาแข่งขันเทนนิสคู่พิเศษ "เวิลด์ เทนนิส แชริตี้ อินวิเทชั่น หัวหิน" ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท และในช่วงกุมภาพันธ์ – มี.ค.

ด้านกิจกรรมที่จะถือเป็นไฮไลต์คือ การกลับมาแสดงคอนเสิร์ตในไทยครั้งที่สองของ ยานนี ในช่วงปลายเดือนก.พ. หรือ มี.ค. โดยจะจัดการแสดงอย่างยิ่งใหญ่บริเวณท้องสนามหลวง บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง ถือเป็นครั้งที่ 4 ที่ศิลปินเลือกจัดคอนเสิร์ต ณ สถานที่สำคัญของโลกต่อจาก อโครโปลิส ในกรีซ พระราชต้องห้าม ในจีน ทัชมาฮาล ในอินเดีย

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ธปท.ชี้ปีหน้าแบงก์พาณิชย์-แบงก์รัฐก่อสงครามสินเชื่อ
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
Kerk_Vanitkulธปท.รับปี 55 ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จะแข่งให้สินเชื่อหลังน้ำลด ระบุแต่เป็นสงครามที่ประชาชนได้ประโยชน์ ห่วงปัญหาเศรษฐกิจโลกเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจและสินเชื่อไม่โต

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คาดว่าในช่วงปี 2555 นี้ ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จะมีแนวโน้มแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากระบบเศรษฐกิจในขณะนี้มีความต้องการสินเชื่อ เพื่อการฟื้นฟู และซ่อมแซม ที่อยู่อาศัยและกิจการ ทั้งจากภาคธุรกิจและประชาชนอย่างมาก รวมทั้งความต้องการสินเชื่อจากผลของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐบาลที่คาดว่าจะมีมากในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามธปท.มองว่า ภาวะการแข่งขันดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี เพราะประชาชนจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จาการแข่งขันนี้มากที่สุด

"สิ่งที่แน่นอนในขณะนี้ คือเศรษฐกิจหรือประชาชนยังต้องการสภาพคล่อง เพื่อมาใช้จ่าย ซ่อมแซมบ้านเรือน และทรัพย์สิน และกิจการที่เสียหายไปจากน้ำท่วม ดังนั้นธปท.ไม่มีความเป็นห่วงหากเกิดการแข่งขันในระบบธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเกิดขึ้น เพราะคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการแข่งขันนี้ก็คือประชาชน " นายเกริก กล่าว

อย่างไรก็ตาม นอกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศแล้ว ขณะนี้เรายังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องติดตามและจับตาดูอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือ ความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และหนี้สินของกลุ่มประเทศหลัก เช่น สหรัฐฯ และอียู ที่ถือเป็นความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจโลก และไทย รวมถึงความแข็งแกร่งของภาคสถาบันการเงิน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศเศรษฐกิจใหญ่จนถึงขนะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน และมีโอกาสที่จะสร้างความผันผวนให้กับตลาดเงิน หรือความเสี่ยงการส่งออกของไทยให้ลดลง ซึ่งภาคการส่งออกถือเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเอเชีย รวมทั้งไทยอย่างมาก

"ปัญหาเศรษฐกิจ และหนี้สินในกลุ่มประเทศหลักที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รวมถึงข่าวคราวต่างๆในต่างประเทศที่ออกมา ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยเฉพาะประเทศที่เราต้องพึงพาการส่งออก ซึ่งขณะนี้เข้าใจว่าอัตราการผลิตสินค้าต่างๆ ของประเทศเหล่านี้เริ่มมีปริมาณลดลง ซึ่งสะท้อนว่าการบริโภคในประเทศเริ่มตกลง ดังนั้นเราจะไม่รู้เลยว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องคอยติดตามดูว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรด้วย เพราะถือเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้ขณะนี้ไม่สามารถบอกอะไรได้ชัดเจนว่าภาวะสินเชื่อจะเป็นอย่างไร หรือจะเกิดการแข่งขันกันมากน้อยขนาดแค่ไหน"นายเกริก กล่าว

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
พาณิชย์ปลื้มราคาส่งออกข้าวทะลุเกินราคารับจำนำ
ธุรกิจ-การค้า
Rice_stockทั้งข้าวหอมมะลิ หอมปทุม และข้าวเหนียว ยกเว้นข้าวขาวยังต้วมเตี้ยม เหตุคู่แข่งเยอะ ถูกขายตัดราคา คาดราคาดีขึ้นแน่หลังผลผลิตไทยเสียหายจากน้ำท่วมและคู่แข่งขายข้าวหมด แต่เอกชนชี้ราคาขึ้นเพราะค่าเงินบาทแข็ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แจ้งว่า ขณะนี้ราคาข้าวสารส่งออก (เอฟโอบี) ได้ขยับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา ข้าวหอมมะลิชั้น 1 ปี 53/54 อยู่ที่ตันละ 1,147 เหรียญสหรัฐ ปี 54/55 ตันละ 1,164 เหรียญสหรัฐ ข้าวหอมปทุมธานี ตันละ 994 เหรียญสหรัฐ ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ตันละ 648 เหรียญสหรัฐ ข้าวขาว 5% ตันละ 631 เหรียญสหรัฐ ข้าวเหนียวขาว 10% ตันละ 948 เหรียญสหรัฐ และข้าวนึ่ง 100% ตันละ 614 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ราคาส่งออกของข้าวหอมมะลิเป็นราคาที่มากกว่าราคารับจำนำแล้ว ส่วนข้าวหอมปทุมธานี และข้าวเหนียวก็เช่นเดียวกัน มีเพียงข้าวขาวที่ราคายังไม่ใกล้เคียงกับราคารับจำนำ เพราะยังมีข้าวของประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน ขายในราคาต่ำกว่าข้าวไทยตั้งแต่ตันละ 100-180 เหรียญฯ ทำให้ข้าวขาวของไทยไม่สามารถปรับราคาเพิ่มขึ้นได้ และผู้ซื้อมีทางเลือกที่จะซื้อจากที่อื่นได้

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ราคาส่งออกข้าวสารหอมมะลิไม่น่าเป็นห่วง เพราะหากคิดเป็นเงินบาทตอนนี้ก็เฉลี่ยตันละ 35,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคารับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิที่ตันละ 20,000 บาท ถือว่าราคาขยับขึ้นได้ต่อเนื่อง เพราะไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่ผลิตข้าวหอมมะลิได้ และไม่มีคู่แข่ง ส่วนข้าวหอมปทุมธานี ราคาส่งออกก็ใกล้เคียงตันละ 30,000 บาทแล้ว ส่วนข้าวเหนียวก็เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นห่วงในเรื่องของข้าวขาว ที่ราคายังปรับตัวลดลง และราคาส่งออกยังไม่ใกล้เคียงกับราคารับจำนำที่ตันละ 15,000 บาท แต่เชื่อว่าในอนาคตราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ เพราะผลจากการเกิดอุทกภัย ได้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวในภาคกลางเสียหายกว่า 10 ล้านไร่ ผลผลิตข้าวหายไป 8-9 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาบ้าง ที่สำคัญปริมาณข้าวที่ซื้อขายในตลาดโลกก็มีจำกัด เมื่อคู่แข่งขายข้าวหมด ยังไงผู้ซื้อก็ต้องกลับมาซื้อจากไทย ส่วนการส่งออกข้าวไทยในปี 54 คาดว่า ไทยจะส่งออกได้สูงกว่า 10.5 ล้านตัน โดยล่าสุดส่งออกข้าวได้แล้ว 10.1 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นการทำลายสถิติการส่งออกข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไทย ส่วนในปีหน้า ปริมาณการส่งออกตั้งเป้าหมายที่ประมาณ 9.5 ล้านตัน ส่วนราคาจะผลักดันราคาให้สูงขึ้นกว่าปีนี้ได้

ด้านนางสาว กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ราคาส่งออกข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นขณะนี้ มาจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นมาเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากปัจจัยจากราคาตลาดโลก ซึ่งเชื่อว่าราคาส่งออกข้าวหอมมะลิที่ปรับตัวสูงขึ้นขณะนี้ จะมีผลให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิสูงสุดเพียงตันละ 18,000 บาทเท่านั้น ไม่ถึง 20,000 บาท หรือเท่ากับราคารับจำนำข้าวที่รัฐบาลกำหนด เพราะไม่มีปัจจัยเสริมที่เอื้อให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ภาวะราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากผลของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 54/55 โดยขณะนี้ราคาข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 9,600-11,500 บาท เพิ่มจาก 8,500-9,000 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 12,300-13,500 บาท จาก 11,500-12,500 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 14,800-16,600 บาท จาก 13,400-14,500 บาท

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
รัฐบาลคิดหนักจ่ายเวนคืนพื้นที่ทำฟลัดเวย์
ธุรกิจ-การค้า
Flood_way"โต้ง"ลั่น แผนระยะสั้นแก้น้ำท่วมปีหน้า เสร็จทันฝนมา คิดหนัก"Flood Way"ต้องเวนคืน-จ่ายชดเชย แต่ยืนยันว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแน่นอน

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในระหว่างการปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ"รวมพลังขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืน"ซึ่งจัดขึ้นในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 29 ที่จ.ระยองว่า แผนบริหารจัดการน้ำหรือโครงการของรัฐบาลเรื่องน้ำ อาทิ เส้นทางที่จะระบายน้ำที่จะดำเนินการนั้น ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ต้องมีการลงทุน และใช้เวลาในการดำเนินการนาน แต่เชื่อว่าสิ่งที่ทำจะคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจ

สำหรับ ในระยะสั้น ที่รัฐบาลเห็นว่าจะต้องเร่งดำเนินการคือการขุดลอกคูคลอง และบริหารจัดการประตูระบายน้ำที่ชำรุด และสำรวจเครื่องสูบน้ำ เนื่องจากที่ผ่านมาเห็นว่าเมื่อมีการเบิกงบประมาณเพื่อมาดำเนินการเรื่องดัง กล่าว แต่ไม่มีหลักฐานชัดว่ามีการดำเนินการจริงหรือไม่ อย่างไรจะเร่งให้แล้วเสร็จใน 3-5เดือนนี้ เพื่อให้ทันกับฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน

"ต้องยอมรับว่าการบริหารจัดการน้ำ รัฐบาลอาจจะไม่สามารถบอกได้ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ แต่ให้ความมั่นใจว่า เมื่อน้ำท่วมจะไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ หรือพื้นที่สำคัญ ๆให้น้อยที่สุด อีกทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจะได้รับการดูแล และได้รับการชดเชยเป็นอย่างดี"

นอกจากนี้ รัฐบาลมีการพิจารณาปรับเรื่องการบริหารจัดการ 25 ลุ่มน้ำให้มีระบบป้องกันปัญหาอุทกภัยที่ทันสมัย ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ถือเป็นชุดแรกที่มีการพิจารณาดำเนินการในเรื่องนี้ โดยมีการนำผลงานวิจัยของไจก้าที่ได้เคยศึกษาไว้เกี่ยวกับลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาศึกษาด้วย โดยการบริหารดังกล่าวได้จัดให้อยู่ในแผนแม่บท โดยแผนดังกล่าวดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ และพร้อมที่จะมีการแถลงการต่อสาธารณะชนเร็วๆนี้

ส่วนจะมีการกำหนดพื้นที่ที่จะใช้เป็นเส้นทางระบายน้ำ (Flood Way) นั้นจะมีการบินสำรวจเส้นทางทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกในวันที่ 12ธันวาคม นี้ร่วมกับกองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดพื้นที่ที่จะใช้ ดำเนินการซึ่งต้องศึกษาว่าจะใช้พื้นที่ใดอย่างรอบคอบเนื่องจากจะต้องมีการ เวนคืนที่ดินบางส่วนรวมทั้งต้องกำหนดอัตราค่าจ่ายเงินเวนคืนหรือชดเชยให้กับ ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการทำโครงการดังกล่าวซึ่งส่วนนี้ถือ เป็นโครงการระยะยาวที่ต้องดำเนินกา ร

นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนรับข้อเสนอของหอการค้าไปพิจารณาสานต่อโครงการต่าง ๆ ที่คงต้องมีการทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยส่วนเรื่องข้อเสนอของหอการค้าใน 3 ประเด็นหลักไปพิจารณาดำเนินการคือในเรื่องของการต่อต้านการคอร์รัปชั่นหรือ การฉ้อราษฎร์บังหลวง โครงการช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรซึ่งรัฐบาลจะต้องเข่าไปช่วยสนับสนุนและ การสนับสนุนการดำเนินการของหอการค้าที่ภาครัฐจะต้องมีการทำงานร่วมกันกับภาค เอกชนใกล้ชิดกันมากขึ้น

สำหรับข้อกังวลจากภาคเอกชนเกี่ยวกับการเกิดทุจริตในโครงการก่อสร้างและการฟื้นฟู หลังน้ำท่วมนั้นภาครัฐจะดำเนินการไม่ให้เกิดการรั่วไหลโดยเฉพาะโครงการที่มี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะต้องทำให้โปร่งใสและมีการพิจารณาอย่างรอบครอบในการใช้งบประมาณให้คุ้มค่าให้เกิดประโยชน์

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
โพลล์นักธุรกิจห่วงการเมือง-ทุจริตกระทบเศรษฐกิจ
ธุรกิจ-การค้า
Chamber_of_commerceโพลล์นักธุรกิจที่เข้าประชุมหอการค้า ห่วงสถานการณ์การเมือง กระทบเศรษฐกิจปีหน้ามากสุด ขณะที่ 80% เชื่อฟื้นฟูน้ำท่วมมีโอกาสทุจริตสูง

จากการสำรวจผู้เข้าร่วมสัมมนาหอการค้าไทยทั่วประเทศ ครั้งที่ 29 ที่จ.ระยอง ในเรื่องมุมมองสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่า ปัญหาที่ภาคธุรกิจคาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ส่วนใหญ่เป็นปัญหาภายในประเทศ โดยมีความเป็นห่วงในสถานการณ์การเมืองมากที่สุด รองลงมาเป็นความเชื่อมั่น ทางเศรษฐกิจปัญหาการคอร์รัปชั่นและน้ำท่วม ซึ่งประเมินว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3-4%

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจส่วนใหญ่เกือบ 96% ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยประเมินว่าจะต้องใช้ระยะเวลาฟื้นตัว 4-6 เดือน และหากรัฐบาลมีมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ อย่างจริงจังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2 ปีหน้า แต่เห็นว่างบการฟื้นฟูและวงเงินสินเชื่อช่วยเหลือในเรื่องน้ำท่วมยังไม่เพียงพอ โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องการเพิ่มการช่วยเหลือเอสเอ็มอี การเร่งความเชื่อมั่นนักลงทุน และจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ 58.8% ยังไม่ต้องการให้มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการป้องกันน้ำท่วม ส่วนที่เหลือ 41.2% อยากให้มีการเก็บภาษี แต่อัตราการจัดเก็บในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน ซึ่งกว่า 77% มองว่า การลงทุนขนาดใหญ่ในการบริหารจัดการน้ำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีความคุ้มค่า โดยเฉพาะในเส้นทางระบายน้ำและการเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตร

นอกจากนี้ ในเรื่องปัญหาการคอร์รัปชั่น นักธุรกิจส่วนใหญ่กว่า 60.4% เห็นว่าในปีนี้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น และหากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจังปัญหานี้จะมีความรุนแรงมากขึ้นอีก และส่วนใหญ่กว่า 80%เชื่อว่าการใช้งบประมาณเพื่อฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมจะมีโอกาสในการเกิดการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะงบประมาณในการซ่อมแซมถนนและสะพาน มีโอกาสคอร์รัปชั่นมากที่สุด รองลงมาเป็นงบการช่วยเหลือต่างๆ และการซื้ออุปกรณ์ที่เสียหาย ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีการขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างเป็นรูปธรรม ก็เชื่อว่าจะเห็นผลภายใน 6-10 ปี

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ดร.โกร่งขอหอการค้าวางใจแผนบริหารจัดการน้ำ
อสังหาริมทรัพย์
Veerapong_Ramangkul"วีระพงษ์"ชี้จะบริหารจัดการน้ำให้เสร็จใน 12 เดือน ตั้งหน่วยงานกลางมาบริหารจัดการ ใช้คอมพิวเตอร์คุมประตูน้ำแทนคน พร้อมปลุกผีโครงการเขื่อน"แก่งเสือเต้น"

นายวีระพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวปาฐถาเรื่อง "รวมพลังก้าวผ่านวิกฤติอุทกภัย สร้างอนาคตเศรษฐกิจไทย" ว่า สิ่งที่ไทยจะต้องทำเพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะแบ่ง 2 มาตรการ คือแผนเฉพาะหน้า ที่จะต้องทำให้เสร็จภายใน 12 เดือนข้างหน้า เริ่มจากการจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมาไทยมีหลายหน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำแบบต่างคนต่างทำ ทั้งรัฐบาล กรุงเทพมหานคร องค์กรส่วนท้องถิ่น และอาจจะต้องมีการปรับแก้กฎหมาย เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

รวมถึงการพัฒนาระบบป้องกันและเทคโนโลยีให้ทันสมัยตามประตูน้ำต่างๆให้ใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุมแทนคน ถ้าหากมีการดำเนินมาตรการเหล่านี้เสร็จแล้ว ควรมีการจัดซ้อมใหญ่ปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบระบบการจัดการน้ำว่าได้ผลหรือไม่ เพื่อหาทางรับมือให้ทัน เพราะที่ผ่านมาบางครั้งเครื่องสูบน้ำมีแต่หน้ากากแต่ไม่มีเครื่อง และคันดินที่ควรจะมี 3 เมตรครึ่ง ก็เหลือ 2 เมตร สิ่งเหล่านี้ต้องแก้ไข

สำหรับแผนระยะยาว ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องลงทุนขนานใหญ่ เพื่อพัฒนาระบบน้ำให้เพียงพอต่อการใช้ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะมีการนำเอกสารจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจกา) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพัฒนา ซึ่งจะแบ่งการดูแลน้ำเป็น 3 ตอน คือตอนบนจะมีการทบทวนการจัดทำโครงการแก่งเสือเต้น เพราะเป็นช่องโหว่ของแม่ยม ที่ทำให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วม และดูเรื่องการปลูกป่า การทำแก้มลิง ส่วนลุ่มน้ำตอนกลางจะมีการพัฒนาการสร้างพื้นที่หรือโครงสร้างรองรับน้ำให้เพียงพอ ส่วนตอนใต้ซึ่งรวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องมีการสร้างทางน้ำไหล เพื่อผันน้ำออกตะวันออก และตะวันตกไปแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำบางปะกง ลงสู่ทะเลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่อาจต้องมีชุมชมที่ต้องเสียสละรับน้ำ ซึ่งรัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยาชดเชยให้เหมาะสม

นอกจากนี้ การดูแลนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ภาคเอกชนควรมีการลงทุนในการสร้างระบบป้องกันน้ำรวมถึงนิคมอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงจะถูกน้ำท่วมในอนาคตก็ควรลงทุนด้วยเช่นกัน โดยจะมีการจัดหาเงินกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งทางธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิค) และธนาคารออมสิน จะเป็นผู้ดูแล แต่จะต้องสร้างให้สอดคล้องกับมาตรฐานของไจก้า และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันควรพิจารณาจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำเพื่อประชาชน ให้ประชาชนสามารถติดตามการไหลของน้ำและเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที

ส่วนการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อลงทุนแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลนั้น จะมีการตั้งคณะกรรมการ โดยมีนายวิษณุ เครืองาม ขึ้นมาดูแล โดยแนวทางภาครัฐเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด และเน้นหาเงินกู้จากในประเทศเป็นหลัก เพราะไทยมีเงินออมและเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากเกินความจำเป็น แต่หากจำเป็นต้องกู้เงินจากต่างประเทศ ก็ไม่มีปัญหา เพราะไทยมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศแค่ 2% ของจีดีพีเท่านั้น และหลายประเทศก็พร้อมให้สนับสนุนเงินกู้อยู่ ขณะที่ปัญหาหนี้สาธารณะที่มี 41% ของรายได้ ครึ่งหนึ่งเป็นหนี้จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่โอนมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งกำลังเจรจาให้โอนหนี้กลับคืนไป เพราะธปท.สามารถนำรายได้จากถือครองทุนสำรองประเทศมาบริหารจัดการได้

นายวีรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า การบริหารจัดการน้ำ ยืนยันว่าจะเป็นเรื่องถาวร ไม่ใช่มาแล้วก็ไป เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องระดับชาติ ไม่ใช่นโยบายจากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งขณะนี้แผนแม่บทที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ดูแลนั้น ได้จัดทำแผนแม่บทเสร็จแล้ว เหลือแค่ลงรายละเอียดเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาน้ำระยะยาว

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
หอการค้าไทยสั่งจับตาคอรัปชั่นงบน้ำท่วม 8 แสนล้าน
ธุรกิจ-การค้า
Ponbgsak_Assakulระดมสมองทำยุทธศาสตร์น้ำชงรัฐบาลใช้ หลังน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจหนักกว่าที่คาด ชี้ส่งออกปีหน้าเหลือ 5-10% ส่วนจีดีพี 5% พร้อมจับตาคอร์รัปชั่นงาบงบฟื้นฟูน้ำท่วม 8 แสนล้านบาท

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยระหว่างการเปิดงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 29 ที่จ.ระยอง ระหว่างวันที่ 9-11 ธ.ค.54 ในหัวข้อ "รวมพลังขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน" ว่า ในการประชุมสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศครั้งนี้ จะมีการระดมสมองภาคเอกชนทั้งหมดจัดทำยุทธศาสตร์น้ำ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ และเสนอให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นำไปเสนอนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พิจารณาและนำไปใช้ ซึ่งต้องเร่งฟื้นฟูประเทศ เพราะผลกระทบจากอุทกภัยที่มีต่อเศรษฐกิจไทยหนักหนากว่าที่คาดการณ์ไว้มาก หรือเสียหายมากกว่าแสนล้านบาท

สำหรับสิ่งที่ต้องเร่งทำคือ จัดทำแผนฟื้นฟูประเทศ ที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนต่างชาติและในประเทศมั่นใจ เพราะหากเกิดการย้ายฐานลงทุนต่อเนื่องจะกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งมองว่าการส่งออกปี 2555 กว่าจะกลับมาฟื้นตัวเดินหน้ากำลังการผลิตได้เต็มที่ประมาณไตรมาส 2 และจะทำให้การส่งออกไทยปีหน้าขยายตัวระดับ 5-10% เท่านั้น ส่วนอัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีหน้ามองว่าเติบโตในระดับ 5% ไม่ถึง 7% อย่างที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะมาจากเศรษฐกิจภายในเป็นหลัก เพราะภาคการส่งออกมีปัจจัยเสี่ยงจากตลาดเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวซ้ำเติม

นอกจากนี้ ภารกิจเร่งด่วนที่หอการค้าไทยต้องสานต่อ คือ การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งรูปแบบการทำงานจะเน้นเชิงรุก โดยมีการติดตามโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้งบประมาณ 800,000 ล้านบาท เยียวยาและฟื้นฟูประเทศของรัฐบาล เพราะการเกิดคอร์รัปชั่น จะทำให้การฟื้นฟูผลกระทบจากน้ำท่วมยิ่งล่าช้า ส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว ซึ่งหอการค้าไทยมีการจัดตั้งภาคีเครือข่าย 34 องค์กร ไว้คอยร่วมติดตามสอดส่องแล้ว โดยจะมีการจับตาการใช้งบประมาณดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

สำหรับยุทธศาสตร์ที่เหลือ จะสานต่อแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ภาครัฐและเอกชนนำไปปฏิบัติต่อเนื่อง หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินำไปบรรจุแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 แล้ว ซึ่งในยุทธศาสตร์ประเทศไทยที่หอการค้าไทยจะจัดทำขึ้น จะเพิ่มอีก 2 กลุ่มธุรกิจ คือ ไอซีทีและประมง จากเดิมที่มี 7 กลุ่มธุรกิจ รวมทั้งการเร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับหอการค้าจังหวัด เพราะประเทศจะพัฒนาได้ต้องร่วมมือจากทุกส่วน และการเตรียมความพร้อมต่อการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่ยังเหลือระยะเวลาอีก 3 ปีกว่าๆ ดังนั้นหอการค้าไทยจะมีบทบาทร่วมกับภาครัฐในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวให้พร้อมรองรับการเป็นเออีซีให้มากที่สุด

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 

เริ่มแรกย้อนกลับ121122123124125126127128129130ถัดไปสุดท้าย

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL