ข่าว
hwdVideoShare can not load until the following directory has been made writeable:
/home/itforsme/domains/economicthai.com/public_html/cache/hwdvsdefault
Ensure all your Joomla Cache Directory Permissions are writeable before attempting to use hwdVideoShare
โครงการรถยนต์คันแรกดันยอดสินเชื่อโต
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
MATEE_SUPAPONG_BOTธปท.เผยครัวเรือนไทยยังเร่งใช้จ่ายดันยอดสินเชื่อเพื่อการใช้จ่ายและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์โตแรง และภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ แนวโน้มยังโตต่อ เหตุคนไทยยังมีกำลังซื้อ และธุรกิจเริ่มลงทุน

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า การขยายตัวสินเชื่อโดยรวมเริ่มชะลอลงบ้าง แต่ตัวเลขล่าสุดยังยังเติบโตในอัตราสูง โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาขยายตัวเพิ่มขึ้น 15.2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ทั้งนี้ เริ่มเห็นการชะลอตัวทั้งจากสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อธุรกิจอยู่เล็กน้อย โดยสินเชื่อครัวเรือนขยายตัวในระดับ 16.5% จากระดับ 19% ในเดือนที่ผ่านมา และสินเชื่อภาคธุรกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.6% ลดลงจากการเติบโต 15% ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สินเชื่อครัวเรือนบางประเภทยังขยายตัวสูง โดยภาคที่สำคัญ คือ สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และสินเชื่อเช่าซื้อยานพาหนะ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกของภาครัฐ

"จากการสำรวจของธปท.พบว่า กลุ่มที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนจะมีภาระหนี้สินสูงขึ้น ซึ่งเป็นภาคที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเกษตรกร เพราะแม้ว่ารายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้นบ้าง ถือเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีรายได้น้อย แต่มีภาระหนี้สินยังสูง และในระต่อไป จะต้องติดตามรายได้ประชาชนกลุ่มนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะมีที่ความเสี่ยงที่อาจจะไม่เพียงพอกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่า หนี้สินที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งจะมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐร่วมด้วย"

นายเมธี กล่าวต่อว่า จากผลการสำรวจในด้านการปล่อยสินเชื่อในระยะต่อไปที่ ธปท.ดำเนินการสำรวจ ยังพบว่าทิศทางสินเชื่อที่ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ มองเห็นในระยะต่อไป จะยังมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพราะยังมีปัจจัยสนับสนุนทั้งการอุปโภคบริโภคและการลงทุนที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่ โดยการบริโภคจะขยายตัวได้ดีจากนโยบายรถยนต์คันแร ซึ่งคาดว่า แรงส่งนี้จะมีผลถึงกลางปี 56 นอกจากนั้น ภาวะการเงินยังอยู่ในช่วงผ่อนคลาย อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้สินเชื่อยังขยายตัวได้ดี

ขณะที่การลงทุนก็ยังมีบางส่วนที่ยังซ่อมแซมจากผลของน้ำท่วม รวมไปถึงดัชนีความเชื่อมั่นทั้งผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทำให้มองว่า การใช้จ่ายและการลงทุนในระยะต่อไปจะเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการประเมินล่าสุดของธปท.พบว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปีหน้า โดยมีแรงส่งสำคัญจากการขยายตัวในประเทศ ขณะที่การส่งออกในปีหน้ายังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

สำหรับการสำรวจภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเดือนต.ค. ผู้อำนวยการสายเศรษฐกิจการเงิน ธปท.ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีการให้สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อที่อยู่อาศัยที่ให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดคงค้าง ล่าสุดสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ที่ 1.3 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 10%อย่างไรก็ตาม สินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มียอด คงค้าง ลดลง 22.8% มียอดคงค้างทั้งสิ้น 6,050 ล้านบาท เมื่อสิ้นไตรมาส 3 ของปีนี้

ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ธปท.พบว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเริ่ม ชะลอตัวลง หลังจากเร่งขึ้นมากในช่วงก่อนหน้าสะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลอยู่ที่ 6,809 หน่วย ลดลงจากเดือนก่อนที่ 7,357 หน่วยจากบ้านแนวราบเป็นสำคัญ ส่วนอาคารชุดทรงตัวเดือนก่อนที่ 2,332 หน่วย ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่บ้านแนวราบ แต่อาคารชุดที่เปิดขายใหม่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนต.ค.อยู่ที่ 4,084 หน่วย จากเดือนก่อนอยู่ที่ 3,651 หน่วย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยทุกประเภทยังทรงตัว

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
อดีตผู้บริหารกรมชลฯหวั่นโครงการน้ำทำพัง
เกษตรกรรม
Flood_wayจับตาดูหน้าตาฟลัดเวย์มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท ชี้มีบริษัทปรึกษาโครงการวิ่งขายไอเดียขุดคลองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทั้งที่จะมีปัญหามาก ทั้งการก่อสร้าง การเวนคืนที่ดิน และการส่งน้ำเลี้ยงในหน้าแล้ง เสี่ยงทำให้คลองพัง แนะสังคมจับตาแผนก่อสร้างโครงการน้ำ3.5 แสนล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า กลุ่มอดีตผู้บริหารกรมชลประทาน ได้ติดตามการดำเนินงานและการจัดการ งบประมาณการบริหารจัดการน้ำภายใต้โครงการออกแบบโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกกรอบแนวคิดโครงการ ที่เอกชนรวม 37 บริษัท เสนอโครงการให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณา และจะประกาศผลการคัดเลือกในเดือนเม.ย.56

ทั้งนี้ สิ่งที่กลุ่มอดีตผู้บริหารกรมชลประทาน เป็นห่วงมากที่สุด คือ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครได้เห็นโครงการที่บริษัททั้ง 37 แห่งเสนอมาว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร จึงเกิดความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะการก่อสร้างทางระบายน้ำ (ฟลัดเวย์) วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท เนื่องจากในขณะนี้มีตัวแทนจากบริษัทที่ปรึกษาโครงการ ไปสอบถามความเห็นจากหน่วยงานราชการว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ หากใช้วิธีก่อสร้างฟลัดเวย์ โดยการขุดเป็นคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ ที่ระบายน้ำได้ 100 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที และจะสามารถใช้คลองฟลัดเวย์ดังกล่าว เป็นทางสัญจรของเรือสินค้า และสร้างแหล่งบันเทิงริมพื้นที่ของคลองด้วย ทั้งที่ แนวคิดทั้งหมดนี้ ไม่เป็นไปตามแผนที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) ซึ่งป็นผู้ออกแบบแผนการจัดการน้ำของประเทศทั้งหมด วางไว้ตั้งแต่แรก

สิ่งที่น่ากังวล คือโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำขนาด 100 ลบ.ม.ต่อวินาทีนี้จะมีปัญหาการใช้งาน เพราะในแต่ละปีอาจจะมีการใช้งานฟลัดเวย์ เพียงเดือนเดียวในฤดูฝนที่มีน้ำมาก หรืออาจจะไม่ได้ใช้งานเลยในปีที่ฤดูฝนมีน้ำน้อย ขณะที่จะเป็นปัญหาการจัดสรรน้ำในหน้าแล้ง เพราะเพียงแค่แม่น้ำเจ้าพระยาสายเดียว กรมชลฯ ยังแทบจะส่งน้ำมาหล่อเลี้ยงแม่น้ำได้ไม่เพียงพอ บางจุดของแม่น้ำตื้นมาก ต้องมีปัญหาหยุดการเดินเรือด้วยซ้ำ และยังต้องผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาช่วยอยู่บ่อยครั้ง หากสร้างคลองขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกสายอาจจะไม่มีน้ำส่งไปเลี้ยงคลองในหน้าแล้ง สิ่งที่ตามมาคือคลองที่ขุดใหม่จะเสียหาย และกลายเป็นความสูญเปล่างบประมาณ

สำหรับแนวคิดการก่อสร้างฟลัดเวย์ ที่กยน.กำหนดไว้ เป็นการก่อสร้างถนน 2 สายคู่ขนานกันไปตามแนวฟลัดเวย์ที่กยน.ขีดเส้นไว้ และประชาชนสามารถใช้งานพื้นที่ ทำการเกษตรได้ตามปกติ หากปีใดที่น้ำหลากมาก จำเป็นต้องใช้ฟลัดเวย์ผันน้ำ ก็จะมีการประกาศเตือนและจ่ายชดเชยแก่เจ้าของที่ดิน ซึ่งวิธีการนี้ใช้งบประมาณน้อยกว่าการขุดคลองขนาดใหญ่แน่นอน โดยกลุ่มอดีตผู้บริหารกรมชลฯ เห็นว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ากบอ. จะตัดสินใจดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างการจัดการน้ำในรูปแบบใด เพราะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลของโครงการที่เสนอเข้าไปโดย 37 บริษัท แต่หากมีการตัดสินใจก่อสร้างคลองขุดขนาดใหญ่ดังกล่าว ก็จะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านคัดค้าน ในฐานะประชาชนอย่างถึงที่สุด

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
วันนี้กสทช.-ผู้ประมูล 3จีลุ้นคำสั่งศาลปกครอง
ไอที-เทคโนโลยี
Courtศาลปกครองกลาง ได้นัดคู่กรณีมารับฟังคำสั่งศาลอย่างพร้อมเพรียงกัน ขณะที่กสทช.ได้เตรียม 3 แนวทางรองรับในการทำงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 3 ธ.ค.55 เวลา 13.30 น.ศาลปกครองกลาง ได้นัดคู่กรณี คือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ฟ้อง และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ในฐานะผู้ถูกฟ้อง กรณีการเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิร์ตซ (GHz) เมื่อวันที่ 16 ต.ค.55 ที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยให้ทั้ง 2 ฝ่าย มารับฟังคำสั่งศาลอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นฟ้องว่า การเปิดประมูล 3 ของ กสทช. ตามประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล และประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลเพิกถอนการดำเนินการ รวมทั้งประกาศที่เกี่ยวข้อง และขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อชะลอการอนุญาตดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่ากสทช.จะดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กสทช.ได้เตรียมแนวทางในการทำงานไว้ 3 แนวทาง คือ 1.หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ต้องหยุดกระบวนการทุกอย่าง และพิจารณายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป ควบคู่ไปกับการเริ่มกระบวนการร่างหลักเกณฑ์การประมูลใบอนุญาต 3 จีใหม่ 2. หากศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้อง และไม่คุ้มครองชั่วคราว ก็จะพิจารณาออกใบอนุญาตให้แก่เอกชนทั้ง 3 รายทันที โดยคาดว่าจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ภายในกลางเดือนธ.ค.นี้ และ3.หากศาลมีคำสั่งรับฟ้อง แต่ไม่คุ้มครองชั่วคราว ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมกทค.ทันทีเช่นกัน เพื่อออกใบอนุญาตให้แก่เอกชน ซึ่งตามเงื่อนไข กสทช.จะต้องออกใบอนุญาตให้เอกชนภายใน 90 วันหรือภายในวันที่ 18 ม.ค. 56 อย่างไรก็ต้องรอฟังคำสั่งศาล ซื่อเชื่อว่าคำสั่งศาลจะมีรายละเอียดและทางออกสำหรบทุกฝ่ายอย่างแน่นอน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวหวังว่า ศาลปกครองจะอ่านคำสั่งรับหรือไม่รับคำฟ้องเท่านั้น ไม่มีคำสั่งคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม หากศาลปกครองรับคำฟ้อง พร้อมออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว กสทช. รู้สึกลำบากใจในการเดินหน้าออกใบอนุญาตประกอบการย่านความถี่ 2.1 GHz หรือ 3G ขณะที่ภาคเอกชนที่ประมูลได้ ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท ดีแทค เน็ทเวอร์ค จำกัด และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ ในเครือบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น ก็จะหวั่นเกรงว่า อาจถูกยกเลิกใบอนุญาต 3G

ส่วนผลสอบของคณะทำงานตรวจสอบพฤติกรรมการเสนอราคาผู้เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิร์ต ไม่พบพฤติกรรมฮั้วของผู้เข้าประมูลอย่างใด อย่างไรก็ตาม กสทช.ต้องติดตามว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะพิจารณาเรื่องการประมูล 3G ของ กสทช.อย่างไรต่อไป

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
รัฐเปิดกองทุนตั้งตัวได้ให้นักศึกษากู้ 3 ล้านบาท
ตลาดเงิน-ตลาดทุน

Tanusak_Lekauthai_2รัฐบาลเตรียมเปิดตัวกองทุนตั้งตัวได้ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษายื่นขอกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย มีวงเงินสินเชื่อผ่านกองทุนฯ และธนาคารเฉพาะกิจรวม 15,000 ล้านบาท

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง มีแผนที่จะเปิดตัวการดำเนินงานของกองทุนตั้งตัวได้ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เพื่อให้นักศึกษาที่มีโครงการลงทุนได้ยื่นขอกู้ผ่านกองทุนดังกล่าวภายในวงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย ทั้งนี้ กองทุนตั้งตัวได้มีเป้าหมายที่จะให้กลุ่มนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ศึกษาอยู่หรือสำเร็จการศึกษาแล้วไม่เกิน 5 ปีการศึกษาและสถาบันการศึกษาที่สนับสนุนการบ่มเพาะวิสาหกิจ หรือการให้การช่วยเหลือด้านการเงินได้มีแหล่งเงินทุนที่จะใช้ในการประกอบอาชีพอิสระ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินการกองทุนเบื้องต้น 4 ปี

“กองทุนตั้งตัวได้นี้ จะมีเงินทุนจากงบประมาณเบื้องต้นประมาณ 5,000 ล้านบาท และ จะมีเงินทุนจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเข้าร่วมปล่อยสินเชื่อและทุนหมุนเวียนด้วยอีกจำนวน 10,000 ล้านบาทรวมเป็นเงินกองทุนรวม 15,000 ล้านบาท”

สำหรับสัดส่วนในการปล่อยกู้คือ กองทุนจะปล่อย 1 ส่วนและอีก 2 ส่วนจะมาจากแบงก์รัฐ ผ่านการค้ำประกันเงินกู้จากบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โดยกองทุนจะไม่คิดดอกเบี้ย ส่วนแบงก์รัฐจะคิดอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณMRR+2% ซึ่งปัจจุบันธนาคารเฉพาะกิจมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 6-7% แต่อาจปรับเปลี่ยนตามความเป็นไปได้ของโครงการ ส่วนระยะเวลาในการชำระเงินกู้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับโครงการ

“สาเหตุที่กระทรวงการคลังให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาช่วยปล่อยสินเชื่อ ก็เพื่อให้ช่วยกลั่นกรองรายชื่อและโครง การที่จะเข้ามาขอสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกองทุนฯให้ดียิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ทางกองทุนฯจะกำหนดกลุ่มอาชีพลงทุนที่สามารถขอสินเชื่อได้ประมาณ 10 กลุ่ม อาทิ การลงทุนด้านไอที การ เกษตรหรืออุตสาหกรรมต่างๆ โดยไม่จำกัดจำนวนรายในการขอสินเชื่อ แต่ต้องได้รับการรับรองจากสถาบันการศึกษาที่ศึกษาอยู่ด้วย โดยกระทรวงการคลังจะจัดตั้งสำนักงานกองทุนฯ ขึ้นอย่างถาวร มีอาคารสำนักงานและพนักงาน โดยจะจัดงบประมาณส่วนหนึ่งซื้ออาคารสำนักงาน ซึ่งขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดหาและคาดว่า จะดำเนินการแล้วเสร็จเร็วๆนี้

 

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
มัชฌิมา-ภูมิใจไทย-บิ๊กบังร่วมโหวตหนุนยิ่งลักษณ์
การเมือง
Yingluk_Palimentเปิดผลโหวต "ยิ่งลักษณ์" มัชฌิมา-ภท.-บิ๊กบัง หนุน "ยิ่งลักษณ์" ด้าน "ชูวิทย์" สุดปวดใจ 2 ลูกพรรคแหกมติโหวตสวนหนุนรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบผลการลงคะแนนในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในส่วนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานฯ รวมถึงรัฐมนตรี โหวตงดออกเสียง ส่วน ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฯ ไม่มีใครแตกแถวแต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในส่วนของ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ทั้งกลุ่มเพื่อนเนวินและกลุ่มมัชฌิมา ทั้ง 31 คน เทเสียงหนุนให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งหมด และยังได้เสียงหนุนจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคมาตุภูมิ ขณะที่ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ งดออกเสียง

ส่วนพรรครักประเทศไทย แม้นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรค และนายสมเพชร แต่งงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะโหวตไม่ไว้วางใจ แต่นายชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ และนายโปรดปราน โต๊ะราหนี ส.ส.บัญชีรายชื่อ อีก 2 คน กลับแหกคอกโหวตไว้วางใจ ขณะที่คะแนนของ ร.ต.อ.เฉลิม พบที่น่าสังเกตคือ คะแนนงดออกเสียงในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้ลงคะแนนกระจัดกระจาย โดยกลุ่มมัชฌิมาทั้งหมด รวมถึง นายรุ่งโรจน์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ กลุ่มเพื่อนเนวิน โหวตไว้วางใจ ส่วน ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินส่วนใหญ่ อาทิ นายชัย ชิดชอบ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ งดออกเสียง เช่นเดียวกับ ร.ต.อ.ปุระชัย รวมถึง ส.ส.พรรครักประเทศไทย ที่นายชัยวัฒน์และนายโปรดปรานแหกมติของนายชูวิทย์มาโหวตไว้วางใจ เช่นเดียวกับ พล.อ.สนธิ และนายอนุมัติ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคมาตุภูมิ

สำหรับคะแนนของ พล.อ.อ.สุกำพล ส.ส.ภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน 22 คน ไม่ได้ลงมติ แต่มี ส.ส.กลุ่มมัชฌิมา 7 คนโหวตไว้วางใจ เช่นเดียวกับ น.ส.ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร ส.ส.ราชบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในกลุ่มเพื่อนเนวิน แต่ระยะหลังมีข่าวเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต่างประเทศบ่อยๆ ก็ลงมติไว้วางใจเช่นกัน

ทางด้านพรรครักประเทศไทยของนายชูวิทย์ ยังแบ่งออกเป็น 2 ต่อ 2 เสียงเหมือนเดิม ซึ่งมี ส.ส.4 คนก็เสียงแตก คือนายชูวิทย์ และ นายสมเพชร แต่งงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงคะแนนเห็นด้วย ขณะที่นายโปรดปราน โต๊ะราหนี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงคะแนนไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.ปุระชัย และ พล.อ.สนธิ ได้โหวตไม่ไว้วางใจ ขณะที่ นายอนุมัติ ส.ส.พรรคมาติภูมิ อีกคน โหวตไว้วางใจ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของ พล.ต.ท.ชัจจ์ เป็นที่น่าสังเกตว่า ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กลุ่มมัชฌิมา 8 คน และ น.ส.ชะวรลัทธิ์ จากกลุ่มเพื่อนเนวิน โหวตไว้วางใจ ส่วน ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน อีก 22 คน โหวตไม่ไว้วางใจ ทางด้านพรรครักประเทศไทย ยังคงลงมติแบ่งเป็น 2 ต่อ 2 เสียงเช่นเดิม ขณะที่พรรคมาตุภูมิ พล.อ.สนธิ โหวตไม่ไว้วางใจ นายอนุมัติโหวตไว้วางใจ และพรรครักษ์สันติ ร.ต.อ.ปุระชัย งดออกเสียง.

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ผู้ส่งออกไทยถูกกฏหมายซอฟแวร์มะกันเล่นงาน
ธุรกิจ-การค้า
Patchima_Thanasantiพาณิชย์จี้หอการค้าไทย-ส.อ.ท. เตือนสมาชิกที่ส่งออกไปตลาดสหรัฐใช้ซอฟแวร์ลิขสิทธิ์ หลังบริษัทส่งออกซีฟูดไทยโดนกฎหมาย UCA เล่นงานแล้ว แนะเอสเอ็มอีรวมตัวต่อรองผู้ผลิต ซื้อซอฟแวร์ราคาถูก

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา "ส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯอย่างไร ไม่ละเมิด UCA" ว่า ได้ทำหนังสือไปยังสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อแจ้งเตือนไปยังสมาชิกที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ ให้ใช้ซอฟแวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องในการผลิตสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ หลังจากที่สหรัฐฯได้ประกาศใช้กฎหมายป้องกันการแข่งขันธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Competition Act) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมิ.ย.53 โดยบังคับให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกกฎหมายทุกขั้นตอนของการผลิต

ทั้งนี้ แม้ว่ากรมจะรณรงค์ให้ผู้ส่งออกได้ตระหนักถึงการใช้ซอฟแวร์ที่มีลิขสิทธิ์ โดยจัดสัมมนาให้ความรู้มาแล้ว 2 ปี แต่ผู้ประกอบการไทยยังไม่ตื่นตัว จนล่าสุดเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุดของรัฐแมสซาชูเซตส์ได้ฟ้องร้องบริษัท ณรงค์ซีฟูด ผู้ส่งออกอาหารแช่เยือกแข็งของไทย เพราะใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ส่งผลให้บริษัทตกลงจ่ายค่าปรับ 10,000 เหรียญสหรัฐ และกำลังติดตามการใช้ซอฟแวร์ละเมิดกับบริษัทไทยอีกรายหนึ่งอยู่

"กรมต้องการให้ภาคเอกชนไทยตื่นตัว ซึ่งได้เชิญทางตัวแทนหอการค้าไท ยและ ส.อ.ท. มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ จะจัดทำภาพยนตร์ตัวอย่างของการใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้หอการค้าไทย และส.อ.ท. เร่งเปิดให้สมาชิกรับชม เพื่อให้เข้าใจและปรับตัวผลิตสินค้าให้ถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าว สำหรับ ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) อาจเห็นว่าการซื้อซอฟแวร์ถูกลิขสิทธิ์มีต้นทุนสูงเกินไป จึงอยากให้เอกชนรวมตัวเจรจาต่อรองซื้อซอฟแวร์จากบริษัทผู้ผลิตคราวละมากๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาซอฟแวร์ราคาแพงได้" นางปัจฉิมากล่าว

นอกจากนี้ การกระตุ้นให้ภาคเอกชนตื่นตัวต่อกฎหมายดังกล่าว ยังรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะหากไทยปรับตัวได้เร็วจะสามารถช่วงชิงความได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เป็นคู่แข่งส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ได้ รวมทั้งหากมีการลดปริมาณการใช้ซอฟแวร์เถื่อนได้ กรมจะสามารถนำข้อมูลไปชี้แจงกับสหรัฐฯ เพื่อจัดอันดับสถานะประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญา ตามมาตรา 301 พิเศษ กฎหมายการค้าสหรัฐฯ ให้อยู่ในสถานะที่ดีขึ้น จากปัจจุบันไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับบลิวแอล)

พร้อมกันนี้ สหรัฐฯเตรียมขยายขอบข่ายของการใช้กฎหมายแข่งขันทางธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมไปถึงการใช้แรงงานเด็กด้วย ซึ่งกำลังติดตามการออกกฎหมายเพิ่มเติมอยู่ จึงอยากให้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวและติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง สำหรับอุตสาหกรรมซอฟแวร์ของไทยปี 54 มีมูลค่าการตลาดประมาณ 60,000 ล้านบาท แต่มีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์ในไทยถึง 72% สูงกว่าอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์เฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 42% โดยสหรัฐฯเป็นผู้ผลิตซอฟแวร์รายใหญ่ของโลก ทำให้สหรัฐฯสูญเสียรายได้จากการถูกละเมิดลิขสิทธ์สูงถึง 9,773 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงต้องพยายามแก้ไขปัญหาละเมิดซอฟแวร์อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯกำลังทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่าง 36 มลรัฐ กับ 3 ดินแดนของสหรัฐ เพื่อขอให้มีการออกกฎหมายแข่งขันธุรกิจไม่เป็นธรรมในทุกมลรัฐของสหรัฐฯและทุกดินแดน จากปัจจุบันบังคับใช้ใน 3 มลรัฐ คือ วอชิงตัน หลุยส์เซียน่า และแมสซาชูเซตส์

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ศรีรัตน์มอบงานทูตพาณิชย์-เอชทีเอช่วย 8 ภารกิจหลัก
ธุรกิจ-การค้า
Srirat_rattapanaเน้นบุกอาเซียน ดันครัวไทยสู่ครัวโลก พัฒนาสินค้าและบริการสีเขียว ช่วยเอสเอ็มอีโกอินเตอร์ และเพิ่มค้าขายออนไลน์ หวังช่วยผลักดันการส่งออกในปี 56 ด้าน "บุญทรง" นัดมอบนโยบายด้วย

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยในการประชุมร่วมกับหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ (เอชทีเอ) ว่า กรมฯ ได้จัดทำแผนผลักดันการส่งออกสำหรับปี556 โดยเน้นเป้าหมายใน 8 ภารกิจหลัก เพื่อสนับสนุนการส่งออกสินค้าไทย ซึ่งมีแผนที่จะดำเนินการชัดเจน และต้องการให้ทูตพาณิชย์ และเอชทีเอ ช่วยกันทำงานเพื่อสนับสนุนแผนดังกล่าว โดยเฉพาะการบุกเจาะตลาด ที่เน้นในสินค้าเป้าหมายที่กรมฯ ได้กำหนดไว้ และจะขอให้เอชทีเอช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาด ช่องทางการเข้าสู่ตลาดในประเทศของตน ให้กับผู้ประกอบการไทยด้วย

สำหรับ 8 ภารกิจ ได้แก่ 1.การขยายการค้าและการลงทุนกับประเทศสมาชิกอาเซียน และพันธมิตรของอาเซียนภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) 2.ผลักดันโครงการครัวไทยสู่ครัวโลกและสินค้าฮาลาล 3.การพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว 4.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แสวงหาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต 5.การพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) เข้าสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศ 6.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทย รวมทั้งสินค้าโอทอป 7.การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้า บริการ และผู้ประกอบการไทย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยให้มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ และ8.การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ส่วนสำหรับการประชุมในวันที่ 29 พ.ย.นี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์จะปาฐกถาพิเศษ และมอบนโยบายการทำงานให้กับทูตพาณิชย์ และเอชทีเอ อีกทั้งยังได้เชิญนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) มาบรรยายพิเศษ เรื่อง "Thailand's International Trade And Competitiveness Enhancement" ด้วย ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้หารือกับเอชทีเอ เพื่อขอทราบลู่ทางและโอกาสในตลาดต่างๆ ได้แก่ ภูมิภาคอเมริกา (อเมริกาเหนือและลาตินอเมริกา) ภูมิภาคยุโรป และซีไอเอส ภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย และภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา

ส่วนในวันที่ 30 พ.ย.55 จะเป็นการหารือของทูตพาณิชย์เพื่อสรุปเป้าหมายและแนวโน้มการส่งออก แผนงานในปี 56 รวมถึงการหารืองบประมาณที่จะใช้ดำเนินงานในปี 57 ด้วย สำหรับการส่งออกสินค้าไทยในเดือนต.ค.55 มีมูลค่า 19,524 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.6% ขณะที่ช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปีนี้ มีมูลค่ารวม 191,862 ล้านฯ เพิ่มขึ้น 0.3% และช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 55 คาดว่าการส่งออกจะทำได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 20,000 ล้านเหรียญฯ ทำให้คาดว่า ทั้งปีจะมีมูลค่าประมาณ 232,348 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 5%

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
วรวิทย์แถลงผลงานธอส.ก่อนรับตำแหน่งออมสิน
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
vorrawit_chailimpamontriเปิดผลงานในรอบ 2 ปี ปล่อยสินเชื่อใหม่สะสมได้ 211,980 ล้านบาท คิดเป็น 296,797 บัญชี มีกำไรสุทธิสะสมทั้งสิ้น 15,476 ล้านบาท หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด ลดลงจาก 8.40 % เหลือ 6.54% ของยอดสินเชื่อรวม

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในกลางเดือนธ.ค.นี้ ตนจะเข้าไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการ ธอส.ได้อนุมัติการลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธอส.เรียบร้อยแล้ว ส่วนถึงความรู้สึกที่ได้เข้ามาบริหาร ธอส.ว่ารู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถสานต่อภารกิจหลักในการสร้างโอกาสให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมนำพาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแห่งนี้ให้เป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง และมั่นคง เห็นได้ชัดจากตัวเลขผลการดำเนินงานในรอบ 2 ปี (พ.ย.53 – ต.ค.55) เติบโตตามเป้าหมายด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 738,000 ล้านบาท โดย 2 ปีที่ผ่านมาปล่อยสินเชื่อใหม่สะสมได้ทั้งสิ้น 211,980 ล้านบาท คิดเป็น 296,797 บัญชี มีกำไรสุทธิสะสมทั้งสิ้น 15,476 ล้านบาท หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด ลดลงจาก 8.40 % เหลือ 6.54% ของยอดสินเชื่อรวม ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ ( ROA) เท่ากับ 1.24% เพิ่มขึ้น 0.316% อัตราผลตอบแทนต่อทุน (ROE) เท่ากับ 19.94% เพิ่มขึ้น 2.33% และ BIS เท่ากับ 16.75% เพิ่มขึ้น 2.94%

"สำหรับผลการดำเนินงานรอบ 10 เดือน ของปี55 จากข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค.55 ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 87,981 ล้านบาท จากเป้าสินเชื่อทั้งปี 104,400 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 7,477 ล้านบาท จากเป้า 7,200 ล้านบาท มีเอ็นพีแอลที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด 44,780 ล้านบาท คิดเป็น 6.54% ของยอดสินเชื่อรวม และสามารถช่วยเหลือลูกค้าประชาชนที่ได้รับผล กระทบจากอุทกภัยได้ทั้งสิ้นกว่า 120,000 บัญชี วงเงินรวมกว่า 70,000 ล้านบาท"

นายวรวิทย์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบัน ธอส. เป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง มั่นคง พร้อมเป็นสถาบันการเงินหลักที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สำหรับแผนพัฒนาองค์กรในปี56 สู่การเป็นสถาบันการเงินด้านที่อยู่อาศัยชั้นนำ ภายใต้วิสัยทัศน์ "ธนาคารมั่นคงทันสมัย และเป็นผู้นำสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร" โดยได้จัดทำแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 30 สาขา / ขยายรถ Mobile เพิ่มขึ้นอีก จำนวน 10 คัน / พัฒนา Internet Banking และ Mobile Banking / พัฒนาระบบ Core Banking System ใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน / พัฒนาระบบ ERP เพื่อพัฒนาระบบการจัดการด้าน Back Office ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
สคบ.ปรับแนวทางทำงานคุมธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ
ธุรกิจ-การค้า
Consumer_Protectionรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกร้องเรียนมากสุด เล็งคุมโฆษณาห้ามเกินจริง พร้อมเตรียมออกตราสัญลักษณ์ สคบ.สินค้าใดมีปัญหา ให้ขอรับการค่าชดใช้ความเสียหายจากบริษัทประกันทันที ไม่ต้องไปเสียเวลาร้องเรียนกันให้ยุ่งยากอีกต่อไป

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ได้รับนโยบายจากนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เร่งแก้ไขเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ปัจจุบันถือเป็นธุรกิจที่ได้รับการร้องเรียนมาเป็นอันดับต้นๆ ทั้งกรณีชำรุดเสียหาย ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างผิดรูปแบบตามสัญญาที่กำหนดไว้ ซึ่งเร็วๆนี้ สคบ.เตรียมเชิญผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือร่วมกัน

ดังนั้น รูปแบบการทำงานของสคบ.จากนี้คงต้องปรับใหม่เข้าไปควบคุมธุรกิจที่มีปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่มาแก้ปัญหาที่ปลายน้ำอย่างปัจจุบัน เพราะสุดท้ายก็แค่สั่งให้ผู้ประกอบการชดเชยความเสียหายเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เช่น กรณีของอสังหาริมทรัพย์ ต่อไปอาจร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เข้าไปควบคุม หากผู้ประกอบการจะสร้างบ้านคงต้องตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ รูปแบบโครงสร้างให้เหมาะสมถูกต้อง ที่ดินเป็นอย่างไร ปลูกไปแล้วไม่มีปัญหาบ้านทรุดตามมาให้ต้องมาฟ้องร้อยเอาค่าเสียหายกันอีก

นอกจากนี้ สคบ.ยังเข้าไปควบคุมการโฆษณาอสังหาริมทรัพย์ด้วย เพราะปัจจุบันได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่สคบ. ว่า มีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังหลายราย ได้ทำการโฆษณาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบของสคบ.ที่กำหนด เช่น แสดงรายละเอียดไม่ครบถ้วน หรือบางแห่งได้จัดทำเนื้อหาโฆษณาเข้าข่ายชวนเชื่อให้ผู้บริโภคคล้อยตาม แต่เมื่อได้ตรวจสอบกลับ พบว่า ไม่เป็นไปตามคำโฆษณาที่อ้างไว้

นายจิรชัย กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็น 1ในธุรกิจที่สคบ.ได้จัดระเบียบเป็นธุรกิจควบคุม และเตรียมติดตราสัญลักษณ์ของสคบ. เพื่อแสดงไว้บนสินค้าหรือบริการที่มีการรับประกันความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค หากผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียหาย สามารถขอรับการค่าชดใช้ความเสียหายจากบริษัทผู้ประกันภัยได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาในกระบวนการพิจารณาซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยาก และถือเป็นการยกระดับมาตรฐานของสินค้าในประเทศและสินค้าค้าส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ สินค้าที่สคบ.เตรียมติดตราสัญลักษณ์ เบื้องต้นมี 26 รายการ คือ รถยนต์มือ2 โทรศัพท์มือถือ ทองรูปพรรณ ห้างสรรพสินค้า รถยนต์ใหม่ หอพัก บัตรเครดิต ตั๋วเครื่องบิน ธุรกิจซ่อมรถยนต์ บ้านจัดสรรและอาคารชุด เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟิตเนส บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจขายตรง ธุรกิจเสริมความงาม สินค้าเกษตร ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ โรงเรียนกวดวิชา อัญมณี ศูนย์บริการดูแลเด็ก ผู้ป่วยและผู้สูงอายุ โรงแรม โรงภาพยนตร์ สถานบริการน้ำมัน โรงพยาบาล และบริษัทรับออกแบบ ขณะเดียวกันในอนาคตสคบ.จะขยายผลให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และการบริการในจำนวนและประเภทที่เพิ่มขึ้น

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
กนง.ฟันธงคงดอกเบี้ยนโยบาย 2.75% เท่าเดิม
ตลาดเงิน-ตลาดทุน
PRIBOON_BOTกนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ 2.75% ชี้ยังเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลาย และเหมาะสมต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรม การนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งสุดท้ายของปี 2555 โดย กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ 2.75% เท่าเดิม เนื่องจากเห็นว่า ยังเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลาย และเหมาะสมต่อการที่จะส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้โตต่อเนื่อง ภายใต้อัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศพบว่า มีสัญญาณที่จะขยายตัวดีขึ้น โดยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนที่ปรับตัวดีขึ้นมาก แม้สหรัฐฯ จะยังมีความเสี่ยงในเรื่องการต่ออายุมาตรการทางการคลังที่ต้องติดตามอยู่ก็ตาม สำหรับเศรษฐกิจยุโรปแม้ว่า จะยังถดถอย แต่ด้านเสถียรภาพทางการเงินในช่วงต่อไปมีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มการขยายตัวดีขึ้น จากการส่งออกที่คาดว่า จะขยายตัวดีขึ้นในครึ่งแรกของปีหน้า

สำหรับเศรษฐกิจไทย ตัวเลขเศรษฐกิจจริงในไตรมาส 3 และตัวแลขประมาณการในเดือนต.ค.55 เห็นชัดว่า แรงส่งของการใช้จ่าย และการลงทุนของประเทศยังคงมีแรงส่งที่ดีกว่าที่ ธปท.คาด โดยการขยายตัวของสินเชื่อมีมากถึง 15% ในช่วง 9 เดือนแรก และมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายของรัฐบาลช่วยให้ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ ผลกระทบของการชะลอตัวของการส่งออกยังไม่ลุกลามไปยังภาคการผลิตอื่น และยังเห็นการเข้ามาลงทุนต่อเนื่องของทุนต่างประเทศในภาคธุรกิจจริงของไทย

"จากการปรับตัวที่ดีขึ้นของการใช้จ่ายและการลงทุนที่เห็นชัดขึ้นในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ธปท.มองว่า การขยายตัวจริงในปีนี้ของเศรษฐกิจไทยอาจจะสูงกว่าที่ ธปท.คาดไว้ล่าสุดที่ 5.7% เล็กน้อย และส่งผลต่อเนื่องให้การถึงปีหน้าซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่า 4.6% จากที่ประมาณการไว้เดิม ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ และปีหน้ายังไม่น่ากังวลมากนัก แม้ว่าจะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ โดยการประ มาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้าอยู่ที่ 2.8% ซึ่งได้นับรวมผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทไว้แล้ว แต่ก็ ต้องติดตามผลกระทบในด้านอื่นๆ ต่อเศรษฐกิจไทยด้วย"

นายไพบูลย์ กล่าวว่า เท่าที่ธปท.ติดตามผลของการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศเข้าประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงที่สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 หรือ QE3 พบว่า ปริมาณเงินที่ไหลเข้ามายังไม่ผิดปกติ ขณะที่ค่าเงินบาทยังอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยที่ ธปท.ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงซื้อขายเงินในตลาดเงิน

"สุดท้าย กนง.ได้ฝากและแสดงความเป็นห่วงถึงยอดสินเชื่อส่วนบุคคล ที่ขยายตัวในอัตราที่สูงมากสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสินเชื่อรวมที่ 15% และเริ่มเห็นยอดการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย โดยฝากให้ดูส่วนที่จะกระทบต่อเนื่องถึงภาพรวมเศรษฐกิจในระยะต่อไปด้วย"

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 
ททท. อินเทรนด์ LINE เปิดตัว Amazing Thailand
ท่องเที่ยว
Lineเปิดตัว Amazing Thailand บน LINEชุมชนออนไลน์ยอดนิยม ปล่อยสติ๊กเกอร์ให้โหลดฟรีตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.2555 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 26 ธ.ค. 2555

นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัว Amazing Thailand บน LINEชุมชนออนไลน์ยอดนิยม เพื่อทำให้การสื่อสารระหว่างองค์กรและนักท่องเที่ยวไร้ขีดจำกัด ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมการท่องเที่ยวตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยว ภาคพื้นทวีปอาเซียนที่ให้ความสนใจเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย อาทิ ชาวสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยนักท่องเที่ยวและบุคคลที่สนใจสามารถดาวน์โหลด สติ๊กเกอร์คอลเลกชั่นพิเศษ จาก Amazing Thailand บน LINE ได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.2555 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 26 ธ.ค. 2555

ทั้งนี้ ปัจจุบันชุมชนออนไลน์เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ระหว่างองค์กรการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ททท. จึงอยากแนะนำ Amazing Thailand บน LINE แอ พพลิเคชั่น เพื่อให้เหล่านักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป สามารถรับข้อมูลด้านการท่องเที่ยว เกาะกระแสข่าวสารกิจกรรมและโปรโมชั่นสุดพิเศษ ในช่วงเทศกาลต่างๆ ได้ทันเหตุการณ์ ยิ่งไปกว่านั้นนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ Amazing Thailand บนLINE จะสามารถทำการดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์คอลเลกชั่น น้องสุขใจและผองเพื่อนสุดพิเศษที่มีมากถึง 16 ลายไว้สะสมและใช้เพื่อเพิ่มความเพลิดเพลิน ในการสื่อสารที่มากกว่าเดิมด้วย

มาแบ่งปันข่าวนี้กันเถอะ!

 

เริ่มแรกย้อนกลับ12345678910ถัดไปสุดท้าย

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL